homekeyboard_arrow_rightจอห์น คอลลิสัน เศรษฐีพันล้านที่อายุน้อยที่สุดในโลก

จอห์น คอลลิสัน เศรษฐีพันล้านที่อายุน้อยที่สุดในโลก


มนุษย์เกิดมาพร้อมวัตถุดิบที่เหมาะสำหรับการสรรค์สร้างสิ่งใหม่ ๆ นั่นคือความสามารถและศักยภาพที่พัฒนาได้โดยไร้ขีดจำกัด เมื่อรวมเข้ากับความมุ่งมั่นตั้งใจแล้วก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นความสำเร็จ ตัวอย่างหนึ่งที่พิสูจน์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี คือ เรื่องราวของจอห์น คอลลิสัน (John Collison) เศรษฐีพันล้านที่อายุน้อยที่สุดในโลก


ความสำเร็จแรกของจอห์น คอลลิสัน คือ การก่อตั้งบริษัท Auctomatic ในปี ค.ศ. 2007 จอห์นเป็นนักลงทุนชาวไอริชที่เกิดและเติบโตมาพร้อมกับ แพทริค (Patrick Collison) พี่ชายที่อายุมากกว่าเขา 2 ปี พวกเขาชอบความท้าทายและการลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ ประกอบกับความรู้ความสนใจด้านคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่เป็นทุนเดิม ในปี ค.ศ. 2007 พวกเขาจึงก่อตั้ง Auctomatic ขึ้น ซึ่ง Auctomatic เป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ผู้ขายสินค้าออนไลน์บริหารจัดการด้านการเงินได้ง่ายขึ้น หลังจากก่อตั้งบริษัทนี้ได้เพียง 1 ปี เขาและพี่ชายก็ขาย Auctomatic ให้กับ Live Current Media บริษัทสื่อและโฆษณาออนไลน์ของแคนาดาในราคา 5 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีเงินล้านด้วยวัยเพียง 17 ปี


จอห์นไม่หยุดท้าทายตัวเองเพียงแค่นั้น เมื่อจบมัธยมปลาย เขาก็เข้าศึกษาต่อด้านฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด และย้ายมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่ผ่านไปได้เพียงหนึ่งปี จอห์นก็ตัดสินใจพักการศึกษาและเริ่มพัฒนาธุรกิจร่วมกับพี่ชาย ซึ่งต่อมาเติบโตและกลายเป็น Stripe


Stripe คือ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่พวกเขาได้จากการก่อตั้ง Auctomatic บวกกับความรู้ความสามารถที่เพิ่มขึ้นระหว่างนั้น ในปี ค.ศ. 2010 จอห์นและแพทริคได้ร่วมกันก่อตั้ง Stripe บริษัทซอฟต์แวร์ที่ให้บริการแพลตฟอร์มที่ใช้เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมออนไลน์ โดยมุ่งหวังที่จะลดความยุ่งยากของการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตบนโลกออนไลน์ และตั้งใจให้เป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถนำไปฝังรวมกับเว็บไซต์ออนไลน์หรือแอปพลิเคชันอื่นได้สะดวก ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีแพลตฟอร์มชำระเงินใดทำได้มาก่อน ภายหลังจากก่อตั้งบริษัทได้ไม่นาน มูลค่าของ Stripe ก็เพิ่มขึ้นเป็น 9,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2016 และทำให้จอห์นกลายเป็นเศรษฐีพันล้านที่อายุน้อยที่สุดในโลกด้วยอายุ 26 ปี โดยมีทรัพย์สินทั้งหมด 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การนำ Stripe ไปใช้ของบริษัทยักษ์ใหญ่ 

ในตอนแรก Stripe ไม่เป็นที่รู้จักมากนักเนื่องจากมีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มผู้ประกอบการออนไลน์ระยะเริ่มต้น ไม่ใช่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตทั่วไป แต่หลังจากผู้ใช้ได้สัมผัสถึงความสะดวกและใช้งานง่าย Stripe ก็เริ่มได้รับแรงหนุนและเงินทุนจากนักลงทุนหลายราย เช่น อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้ก่อตั้ง Tesla และ SpaceX และปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) และแม็กซ์ เลฟชิน (Max Levchin) ผู้ร่วมก่อตั้ง Paypal เป็นต้น บริษัทรายใหญ่จากหลากหลายวงการก็เริ่มนำ Stripe ไปใช้เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรม เช่น Twitter Spotify TED Lyft และ Apple Pay เป็นต้น


ข้อได้เปรียบที่ทำให้ Stripe เติบโตขึ้นมาเป็นคู่แข่งแพลตฟอร์มด้านการเงินระดับโลกอย่าง Paypal ได้ คือ ความสะดวกในการใช้งาน ร้านค้าออนไลน์สามารถรวมแพลตฟอร์มของ Stripe เข้ากับเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้เลย โดยเมื่อผู้ใช้กดชำระเงิน ผู้ใช้ก็สามารถกรอกฟอร์มรายละเอียดบัตรเครดิตและกดจ่ายเงินได้ในหน้าเดียว ไม่ต้องลิงค์ออกจากเว็บไซต์ต่อไปยังหน้าอื่นให้ยุ่งยาก

การพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งของ Stripe

Stripe ไม่ได้หยุดแค่การพัฒนาแพลตฟอร์มการชำระเงินออนไลน์เท่านั้น แต่ยังให้บริการที่เอื้อต่อสตาร์ทอัพอีกด้วย จอห์นเคยให้สัมภาษณ์ตอบคำถามเปรียบเทียบบริษัทของเขากับคู่แข่งว่าธุรกิจของเขาแตกต่างจากรายอื่นตรงที่ “...Stripe มีความหลากหลายมากกว่า และมีเป้าหมายที่กว้างกว่า” โดยนอกจากแพลตฟอร์มชำระเงินแล้ว Stripe ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับการฉ้อโกง และเปิดให้บริการ Atlas ที่จะเป็นเหมือนแผนที่ชี้แนะขั้นตอนการก่อตั้งบริษัทให้กับสตาร์ทอัพ ซึ่งบริการเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการให้บริการลูกค้าเท่านั้น และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Stripe เติบโตขึ้นมาตีคู่แข่งขันกับผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์รายอื่นได้

 
ปัจจุบัน Stripe มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลก ถือเป็นเส้นทางธุรกิจอันน่าทึ่งที่ไม่เพียงมอบความสะดวกสบายให้ผู้ใช้บริการทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้นให้กับกลุ่มสตาร์ทอัพอีกด้วย และแม้ว่า Stripe จะเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้วในสายตาของผู้คนมากมาย แต่จอห์นก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาบริการต่าง ๆ ต่อไป ด้วยความหวังที่จะสร้างระบบชำระเงินระดับโลกให้เกิดขึ้นได้จริง

เชื่อว่าปรากฎการณ์ความสำเร็จของธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีแนวความคิดจากผู้ประกอบการอายุน้อยที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างระดับโลกเช่นนี้ คงจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับน้อง ๆ เยาวชนผู้มีความฝันอันยิ่งใหญ่ที่จะสร้างนวัตกรรมและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้เฉกเช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญคือการเล็งเห็นปัญหาและสร้างสรรค์วิธีการแก้ไขออกมาให้เร็วที่สุด เข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้งานที่สุด มีการพัฒนาปรับปรุงแผนธุรกิจให้ตอบโจทย์อยู่เสมอ และลงมือทำให้เต็มความสามารถ ยิ่งมองเห็นปัญหาและสร้างสรรค์วิธีแก้ไขได้เร็วมากเท่าไร เมื่อลงมือทำ อย่างเชื่อมั่นและตั้งใจ คุณก็จะประสบความสำเร็จที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมได้เร็วเช่นกัน