
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

การให้บริการของ NIA

ความเคลื่อนไหวของ NIA

ช่องทางในการติดต่อกับ NIA
“ฟูจิเมืองร้อน” จากแอปเปิลเมืองหนาวสู่โอกาสใหม่ของเกษตรกร ด้วยเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสำหรับพื้นที่เขตร้อน

เส้นทางของ THAI TISSUE ได้มีการพลิกโฉมการปลูกแอปเปิลฟูจิเมืองหนาวสู่นวัตกรรม “ฟูจิเมืองร้อน” จากความท้าทายในการทลายกำแพงธรรมชาติของพืชเมืองหนาวด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ สู่ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตรที่เปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจมูลค่ามหาศาล และยกระดับการเกษตรไทยสู่โมเดล “เกษตรมูลค่าสูง” ได้อย่างแท้จริง วันนี้เราจะพาทุกท่านมาพูดคุยกับคุณสาวิตรี อินปลัด (คุณเปิ้ล) และคุณอนุวัช อินปลัด (คุณอ๊อด) เจ้าของบริษัทผู้คิดค้น “ฟูจิเมืองร้อน” นวัตกรรมแอปเปิลเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสำหรับพื้นที่เขตร้อน

คุณสาวิตรี อินปลัด (คุณเปิ้ล) และคุณอนุวัช อินปลัด (คุณอ๊อด)
เจ้าของบริษัท ไทย ทิชชูคัลเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
คุณอ๊อดได้เล่าถึงเส้นทางของบริษัทไว้อย่างน่าสนใจว่า “บริษัท ไทย ทิชชูคัลเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เริ่มต้นขึ้นจากจุดเล็ก ๆ ในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตเห็ดถั่งเช่าบ้านโนนสำราญ ตำบลวังไชย อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม แต่ในเวลานั้น ตลาดของเห็ดถั่งเช่ายังไม่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายและมีกลุ่มลูกค้าค่อนข้างน้อย ทางทีมจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนทิศทางธุรกิจ หันมาจับเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชแทน โดยเริ่มแรกโฟกัสไปที่พืชเศรษฐกิจใกล้ตัวอย่างกล้วยน้ำว้าและกล้วยหอมทอง”

คุณเปิ้ลเล่าเสริมว่า “ทีมผู้ก่อตั้งไม่ได้เรียนจบสายตรงด้านการเกษตรมาเลย โดยคุณอ๊อดจบการศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ ขณะที่คุณเปิ้ลจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แต่ด้วยการมองเห็นโอกาสในพื้นที่จากการเข้าสู่กลุ่ม Young Smart Farmer ของจังหวัดมหาสารคาม จึงได้พบว่าเกษตรกรมีความต้องการต้นพันธุ์กล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสูงมาก ทั้งคู่จึงตัดสินใจไปเข้าคอร์สอบรมระยะสั้นเพียง 3 วัน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน แล้วกลับมาลงมือทำทันที พวกเราผ่านช่วงเวลาลองผิดลองถูก ล้มลุกคลุกคลานอยู่ยาวนานถึง 3 ปีเต็มจนเริ่มจับทางได้สำเร็จ ก่อนจะเข้าไปรับความรู้เพิ่มเติมจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อศึกษาเจาะลึกเรื่องการเลือกชิ้นส่วนพืชมาขยายพันธุ์และการใช้ฮอร์โมนพืชเร่งการเจริญเติบโต หลังจากนั้นได้นำโมเดลธุรกิจเข้าประกวดในโครงการนิลมังกร รุ่นที่ 1 ของ NIA จนคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 มาได้สำเร็จทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ซึ่งเวทีนี้ช่วยบ่มเพาะและทำให้ทางบริษัทฯ ได้ทำงานวิจัยและพัฒนาร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง”

ในที่สุดปี 2565 บริษัท ไทย ทิชชูคัลเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ได้มีโอกาสรับทุนสนับสนุนจาก NIA ภายใต้กลไก Open Innovation สำหรับการพัฒนาโครงการ “การขยายพันธุ์แอปเปิลฟูจิด้วยเทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสำหรับพื้นที่เขตร้อน” โดยพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแอปเปิลฟูจิร่วมกับการฉายรังสีแกมมา เพื่อเพิ่มความทนทานต่อสภาพอากาศร้อน พร้อมพัฒนาสูตรอาหารและดินปลูกเฉพาะ ช่วยให้ต้นกล้าแข็งแรงเหมาะต่อการเพาะปลูกในประเทศไทย เพื่อลดการนำเข้า เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรมากกว่าร้อยละ 20 และเพิ่มโอกาสการส่งออกในอนาคต เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ คือ การลดการนำเข้าแอปเปิลที่มีมูลค่าสูงถึงปีละ 4,000 ล้านบาท ซึ่งนวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่มุ่งยกระดับเกษตรกรไทยให้ก้าวพ้นความยากจนด้วยโมเดล “เกษตรมูลค่าสูง” เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสในการส่งออกผลผลิตไปยังประเทศเมืองหนาวในช่วงฤดูหิมะตกได้อีกด้วย
คุณอ๊อดเล่าเสริมต่อว่า “ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในการเริ่มโปรเจกต์นี้คือ แอปเปิลเป็นพืชไม้เนื้อแข็ง ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์ถือว่าทำเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) ได้ยากมากและต้องใช้สูตรสารอาหารที่ซับซ้อน ทีมงานได้คัดสรรยอดพันธุ์แอปเปิลฟูจิที่มีคุณภาพดีโดยตรงจากประเทศญี่ปุ่น นำมาเพาะเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ จากนั้นใช้สูตรลับในการปลดล็อกข้อจำกัดระดับเซลล์ด้วยการ ฉายรังสีแกมมา (Gamma Radiation) โดยผ่านการทดลองฉายรังสีที่ระดับปริมาณต่าง ๆ ถึง 5 ระดับ ได้แก่ 5, 10, 15, 30 และ 35 หน่วย จนค้นพบข้อมูลสำคัญว่า ปริมาณรังสีในระดับต่าง ๆ มีความเหมาะสมในการเจริญเติบโตแตกต่างกัน ต้นพันธุ์ที่ได้รับรังสีในระดับที่เหมาะสม จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีอัตราการแตกยอดแตกกิ่งได้ไวกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด นวัตกรรมในระดับเซลล์เหล่านี้ส่งผลให้แอปเปิ้ลฟูจิสามารถทนทานต่อสภาพอากาศที่ร้อนจัดของประเทศไทยได้สูงถึง 45 องศาเซลเซียสได้อย่างสบาย ๆ
หลังจากเสร็จสิ้นโครงการได้นำต้นกล้าแอปเปิ้ลฟูจิลงแปลงทดลองจริงใน 3 จังหวัด ที่มีสภาพดินต่างกัน ได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดเลย ซึ่งทำให้พบปัญหาเกี่ยวกับรากพืชที่แตกต่างกันไป โดยจังหวัดเลยที่เป็นดินเหนียวและมีอุณหภูมิหนาวเย็น แต่กักเก็บน้ำมากเกินไปจนเกิดการอุ้มน้ำ ทำให้เกิดโรครากเน่าและโคนเน่า แต่ปัจจุบันต้นกล้ากว่า 500 ต้นสามารถปรับตัวและออกผลผลิตได้ดีแล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับการปลูกในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและมหาสารคามที่เป็นดินทราย จะเกิดความร้อนสะสมใต้ดินเมื่อเจอแดดจัด ส่งผลให้เกิดสภาวะเสมือนการ "ต้มรากพืช" ทำให้เกิดการเน่าและเกิดเชื้อราตามมา”
“ปัจจุบันแปลงทดลองขนาด 5 ไร่ที่จังหวัดเลย (อายุต้นประมาณ 3 ปี) ให้ผลผลิตประมาณ 500-600 กิโลกรัม โดยบริษัทจำเป็นต้องจำกัดปริมาณและเด็ดลูกออกบางส่วนเพื่อป้องกันต้นโทรมและยืนต้นตาย โดยคาดว่าจะให้ผลผลิตได้เต็มที่เมื่ออายุครบ 5 ปีเต็ม ขณะนี้บริษัทกำลังขยายแปลงปลูกเพิ่มเป็น 20 ไร่ (คืบหน้าไปแล้ว 50-60%) เพื่อเปิดเป็นสวนท่องเที่ยวเชิงเกษตรครบวงจร ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูปและเด็ดผลสด ๆ จากต้น ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มโดยตั้งราคาขายผลละ 50 บาท (หรือกิโลกรัมละ 150 บาท) คาดการณ์รายได้หมุนเวียนอยู่ที่ 5-10 ล้านบาทต่อปี นอกเหนือจากแอปเปิลแล้ว บริษัทยังได้พัฒนาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเมืองหนาวชนิดอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น กีวี องุ่น แบล็กเบอร์รี ราสเบอร์รี และบลูเบอร์รี เพื่อสร้างความหลากหลายในอนาคต”
“นอกเหนือจากภายในประเทศแล้ว บริษัทยังส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อเยื่อ (Tissue Culture) ไปยังต่างประเทศแล้วถึง 14 ประเทศทั่วโลก อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ลาว เยอรมนี สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) สหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย และประเทศอื่น ๆ โดยทางบริษัทเลือกใช้กลยุทธ์การส่งออกในรูปแบบ “ขวดเนื้อเยื่อ” เป็นหลัก เนื่องจากลูกค้าต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีโรงเรือนและมีความเชี่ยวชาญในการอนุบาลต้นกล้าต่อเองอยู่แล้ว สินค้าส่งออกหลักในปัจจุบันจึงเป็นกลุ่มไม้ประดับและกล้วยเนื้อเยื่อ”
เราถามคำถามทิ้งท้ายกับคุณอ๊อดและคุณเปิ้ล ว่าอยากฝากให้กำลังใจอะไรถึงเกษตรกรยุคใหม่หรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่อยากก้าวข้ามจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร คุณอ๊อดตอบกลับอย่างรวดเร็วว่า “ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่อยากทำเกษตรมักชอบความสะดวกสบาย ดังนั้นการทำเกษตรในยุคนี้จึงจำเป็นต้องเพิ่มนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อลดต้นทุน เพิ่มปริมาณผลผลิต รวมถึงย่นระยะเวลาในการเพาะปลูกให้น้อยลง และหัวใจที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมองความต้องการของตลาดเป็นหลักก่อนลงมือปลูก (Market-Led) อย่าทำตามกระแสนิยมชั่วคราวเพราะเสี่ยงต่อการล้มเหลวทางธุรกิจสูง และต้องทำมันด้วยความรัก สำหรับการแบรนด์ THAI TISSUE ก็เป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ ซึ่งเราพร้อมจะเป็นต้นแบบของการปลูกพืชมูลค่าสูงที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน”
ขอขอบคุณบทสัมภาษณ์และรูปภาพจาก:
คุณสาวิตรี อินปลัด (คุณเปิ้ล) และคุณอนุวัช อินปลัด (คุณอ๊อด)
ผู้ประกอบการเจ้าของผลงานนวัตกรรม “การขยายพันธุ์แอปเปิ้ลฟูจิด้วยเทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสำหรับพื้นที่เขตร้อน”
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:
สัมภาษณ์และเรียบเรียงบทความโดย
นางสาวจารุวรรณ สืบสุนทร (ปุยฝ้าย)
นักพัฒนานวัตกรรม ฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมรายพื้นที่
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)