
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

การให้บริการของ NIA

ความเคลื่อนไหวของ NIA

ช่องทางในการติดต่อกับ NIA
นวัตกรรมพลาสมา ชุบชีวิต “งานแกะสลักไม้” สู่“อัตลักษณ์สร้างสรรค์” ของจังหวัดแพร่


จังหวัดแพร่ อดีตศูนย์กลางแหล่งรวมช่างฝีมือแกะสลักไม้ด้วยศิลปะแบบล้านนา ที่มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น สามารถผลิตเฟอร์นิเจอร์งานไม้สักคุณภาพดี ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดแพร่ โดยมีตั้งแต่ระดับอุตสาหกรรมในครัวเรือน จนถึงระดับโรงงานอุตสาหกรรม โดยผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปไม้สักส่วนใหญ่ มักเป็น หิ้งพระ กรอบรูป ของชำร่วย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับไม้สักของจังหวัดแพร่ ที่ผลิตได้ในแต่ละครัวเรือนส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ไม่มีความโดดเด่น เมื่อลักษณะสินค้าไม่มีความแตกต่างกัน กลยุทธ์การจำหน่ายจึงเน้นแข่งขันด้านราคา อีกทั้ง ด้วยกระบวนการผลิตปัจจุบัน ทำให้เกิดเศษไม้เหลือทิ้งจำนวนมาก และไม่สามารถสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้อย่างคุ้มค่า โดยส่วนใหญ่เศษไม้สักที่ไม่สามารถขึ้นรูปได้นั้น จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบของเชื้อเพลิง เช่น ถ่าน หรือฟืน และเศษขี้เลื่อยจะถูกนำไปใช้เป็นวัสดุทางการเกษตร เช่น ถูกนำไปหมักเป็นปุ๋ย และหากไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเศษเหลือจากผลิตภัณฑ์ไม้สักดังกล่าวได้แล้วนั้น วัสดุเหล่านั้นจะถูกกำจัดโดยการเผา ก่อให้เกิดฝุ่นขนาดเล็ก ซึ่งสร้างมลพิษทางอากาศให้กับพื้นที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

จากปัญหาดังกล่าว ในวันนี้ บริษัท รุจิรดา ครีเอทีฟ อินโนเวชั่น จำกัด ภายใต้การนำของ คุณวิทวัส นวลอินทร์ (พี่เค) จึงได้นำนวัตกรรมพลาสม่า มาผสานกับงานหัตถศิลป์ท้องถิ่น เพื่อปลุกชีวิตงานไม้สักให้กลับมาเฉิดฉายด้วยคุณค่าที่ยั่งยืน พี่เคเล่าถึงที่มาของโครงการ นวัตกรรมพลาสมาเพื่อแกะสลักงานไม้ 3 มิติ และการเพิ่มมูลค่าเศษวัสดุในท้องถิ่น ว่า “ก่อนเราจะสนใจเรื่องงานไม้ เราทำงานกับกลุ่มผ้ามัดย้อม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหัตถศิลป์สำคัญของจังหวัดแพร่ และเราได้มีโอกาสรับทุนสนับสนุนการพัฒนาผลงาน “นวัตกรรมพลาสมาเพิ่มความคงทนสีย้อมธรรมชาติ” เมื่อปี พ.ศ. 2566 ผ่านหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมประจำภาคเหนือตอนบน 2 โดยมหาวิทยาลัยพะเยา ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จากที่เราทำงานกับกลุ่มผ้า แล้วนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตเฟอร์นิเจอร์ ทำให้เราได้เห็นปัญหาของชุมชนกลุ่มไม้ด้วย หลังจากนั้น เราจึงเริ่มศึกษา เพื่อขยายผลนวัตกรรมพลาสมา ให้สามารถนำไปใช้กับกลุ่มงานไม้แกะสลักได้เช่นเดียวกัน”

พี่เคเล่าให้เราฟังต่อว่า “จากการที่ได้เข้าไปทำงานกับวิสาหกิจชุมชน 2 กลุ่ม ทั้งงานไม้และงานผ้า คือ วิสาหกิจชุมชนงานไม้จากเครื่อง CNC และ วิสาหกิจชุมชนห้อมแท้เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ จึงพบว่า ปัญหาของงานไม้ในจังหวัดแพร่ คือการแข่งขันด้านราคา เพราะสินค้าส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน ทำให้มูลค่าของผลิตภัณฑ์ต่ำ อีกทั้งในกระบวนการผลิตยังมีเศษไม้เหลือทิ้งจำนวนมากที่ถูกกำจัดด้วยการเผา ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ เราจึงตัดสินใจแก้ปัญหาผ่าน 3 กระบวนการหลัก คือ
1) สร้างอัตลักษณ์ ผ่านการใช้แพลตฟอร์ม 3D ออกแบบลวดลายประจำท้องถิ่น เพื่อให้สินค้ามีเรื่องราว
2) ลดของเสียจากการผลิต โดยสร้างเครื่อง CNC และเลเซอร์แกะสลัก ที่มีหน้ากว้างกว่า 10 เมตร เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านการขาดแคลนฝีมือช่างรุ่นเก่า และลดข้อผิดพลาดในกระบวนการผลิตที่ทำให้เกิดของเสียหรือเศษไม้ รวมถึงการนำเลเซอร์มาแกะสลักร่วมกับอุปกรณ์สิ่วแบบเดิม จะช่วยให้สามารถขึ้นรูปชิ้นงานขนาดเล็กที่เป็นเศษไม้ได้ โดยไม่เสียเปล่า และหัวใจสำคัญคือ
3) นวัตกรรมพลาสมา เพิ่มคุณภาพงานไม้ โดยสร้างเครื่องพลาสมาเจ็ทขนาดใหญ่ ที่สามารถยิงพลาสมาผ่านอากาศ
โดยนวัตกรรมที่เราพัฒนาขึ้นมานี้ เป็นนวัตกรรมที่ไม่เคยมีการนำมาประยุกต์ใช้กับช่างไม้ชุมชนในไทยมาก่อน เมื่อเกิดการยิงพลาสมาบนผิวไม้ จะเกิดการปรับปรุงโครงสร้างผิวไม้ ทำให้สารเคลือบยึดเกาะผิวไม้ได้ดีขึ้น ไล่ความชื้น และฆ่าไข่แมลงในเนื้อไม้ ผลลัพธ์คือคุณภาพชิ้นงานที่ทนทาน สวยคงทนยาวนานยิ่งขึ้น ซึ่งหมายความว่า ไม้เก่า หรือเศษไม้ที่เราเคยมองว่าไร้ค่า ก็สามารถนำกลับมาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงานคุณภาพสูงได้ทั้งหมด ตั้งแต่เครื่องบดกาแฟมือหมุน กรอบรูป ไปจนถึงงานแกะสลักขนาดใหญ่ ที่สำคัญคือเราสามารถเปลี่ยนเศษไม้ที่เคยถูกเผาทิ้งเป็นมลพิษ ให้กลายเป็น ผลิตภัณฑ์ซึ่งมีมูลค่าสูง ถึง 100-1,000 บาทต่อกิโลกรัม แทนที่จะขายเป็นเชื้อเพลิงในราคากิโลกรัมละ 30 สตางค์”

ในแง่ของการตลาดและการเพิ่มมูลค่าให้ชุมชนสามารถขายของได้ในราคาสูงขึ้น พี่เคได้ให้มุมมองดังนี้ “เราต้องมุ่งไปสู่ตลาดเฉพาะทางที่มีกำลังซื้อสูง (High-Value Niche Markets) ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่า มากกว่าราคา โดยเราจะมุ่งไปยังการขายผ่านช่องทาง ดังนี้ 1) ตลาดออนไลน์ระดับพรีเมียม โดยเราต้องนำเสนอผ่านแพลตฟอร์มที่เน้นคุณภาพและการออกแบบ เช่น Etsy, Amazon Handmade หรือเว็บไซต์แบรนด์ของเราเอง การนำเสนอต้องเน้น Storytelling ของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้เทคโนโลยีพลาสมาเพื่อคุณภาพที่เหนือกว่า และลวดลายอัตลักษณ์ท้องถิ่น และ 2) ตลาด B2B กับกลุ่มดีไซเนอร์และโรงแรมหรู ซึ่งเป็นตลาดที่ยอมจ่ายในราคาสูงเพื่อคุณภาพและความยั่งยืน”

พี่เคทิ้งท้ายด้วยวิสัยทัศน์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการชุมชนอื่น ๆ ว่า “ปัจจุบันเราจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise - SE) เรียบร้อยแล้ว โดยเรามุ่งมั่นพัฒนากระบวนการทำงานของเรา ที่ไม่ใช่แค่คิดให้ชุมชนขายสินค้าได้มากขึ้น แต่คือ การสร้างระบบนิเวศการทำงานรูปแบบใหม่ ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มและออกแบบกระบวนการทำ Workshop เพื่อให้ช่างฝีมือรุ่นใหม่และนักเรียน สามารถเข้ามาเรียนรู้ เพื่อสร้างสรรค์ลวดลายอัตลักษณ์ได้ เรามองถึงเรื่องการส่งต่อความรู้และเครื่องมือนี้ เพื่อให้ชุมชนสามารถใช้นวัตกรรมในการยกระดับภูมิปัญญาและเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งที่พวกเขามีอยู่แล้วได้อย่างยั่งยืน และเราจะไม่หยุดพัฒนาอยู่เพียงแค่นี้ เรามีเป้าหมายที่จะทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อแก้ปัญหาอื่น ๆ สร้างองค์ความรู้และเครื่องมือที่จะอยู่กับชุมชนให้สืบต่อรุ่นสู่รุ่น เพื่อสร้างซอฟต์พาวเวอร์จากอัตลักษณ์งานไม้แกะสลักท้องถิ่นของจังหวัดแพร่ได้อย่างแท้จริง และฝากติดตามผลงานของ บริษัทฯ ในอนาคตด้วย โดยเราวางแผนที่จะขยายองค์ความรู้เรื่องการประยุกต์ใช้พลาสมาไปสู่อุตสาหกรรมพลอย และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวต่อไปในอนาคตอันใกล้”

วันนี้ พี่เค และบริษัท รุจิรดา ครีเอทีฟ อินโนเวชั่น จำกัด แสดงให้เราเห็นถึงการตั้งเป้าที่จะเป็น ผู้สร้างโอกาสให้ชุมชน โดยการนำความรู้ ความถนัดของบริษัทฯ มาประยุกต์ใช้ร่วมกับชุมชน เพื่อให้ช่างฝีมือสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเอง สร้างรายได้ที่ยุติธรรมจากคุณค่าของงานฝีมือ และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของวิสาหกิจเพื่อสังคมรายใหม่ ที่ใช้ นวัตกรรม เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ขอขอบคุณบทสัมภาษณ์และรูปภาพจาก
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:
สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย
นางสาวพิชญาภา ศิริรัตน์ (กิ๊ฟ)
นักพัฒนานวัตกรรม
ฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมรายพื้นที่ NIA
#NIA #SocialInnovation #นวัตกรรมเพื่อสังคม #งานแกะสลักไม้