
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

การให้บริการของ NIA

ความเคลื่อนไหวของ NIA

ช่องทางในการติดต่อกับ NIA
“Chiang Mai Jazz City” จากรากเหง้าดนตรีล้านนา สู่การสร้างพื้นที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมสู่สากล ผ่านการบรรเลงบทเพลงแจ๊ส

ในยุคที่โลกดิจิทัลดึงเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตเราไป จนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เริ่มลดลง แต่ที่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ยังมีผู้ชายคนหนึ่งที่เชื่อมั่นว่าพื้นที่สร้างสรรค์ และเสียงดนตรี คือสิ่งที่จะเชื่อมโยงผู้คนให้กลับมาหากันอีกครั้ง ...โดยวันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ คุณภราดล พรอำนวย (โอปอล) ผู้โลดแล่นในวงการแจ๊สมากว่า 25 ปี เจ้าของร้านแจ๊สแลนด์มาร์คอย่าง “North Gate Jazz Co-op” รวมถึงคาเฟ่ ร้านอาหาร และบาร์อีกหลายร้านในจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับการเปิดตัวก้าวใหม่ที่ท้าทายคนในวงการดนตรี ด้วยการตั้งเป้าหมายการสร้างพื้นที่เพื่อสื่อสารดนตรีแจ๊ส ผ่านเครื่องดนตรีล้านนา พร้อมเปลี่ยนเสียงสะล้อ ซอ ซึง ให้กลายเป็น “ภาษาสากล” พร้อมที่จะปักหมุดจังหวัดเชียงใหม่ ลงบนแผนที่โลก

คุณภราดล พรอำนวย (โอปอล)
โครงการ “เชียงใหม่ แจ๊ส ซิตี้: กระบวนการยกระดับดนตรีชาติพันธุ์และดนตรีล้านนา ด้วยขนบของดนตรีแจ๊ส เพื่อมุ่งสู่ตลาดโลก”
ก่อนอื่น เราขอให้คุณโอปอลเล่าถึงที่มาที่ไปของโครงการ เชียงใหม่ แจ๊ส ซิตี้: กระบวนการยกระดับดนตรีชาติพันธุ์และดนตรีล้านนา ด้วยขนบของดนตรีแจ๊ส เพื่อมุ่งสู่ตลาดโลก กันสักหน่อย ... คุณโอปอล ได้เริ่มเล่าที่มาของโครงการให้เราฟังว่า “ผมคิดว่าดนตรีคือสื่อกลางในการสื่อสารที่มีรูปแบบที่ทรงพลังที่สุด เพราะมันมีคุณสมบัติพิเศษคือ ทั้งผู้รับและผู้ส่งสารจะมองข้ามพื้นเพของกันและกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากไหน รวยหรือจน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์บนดอยสูง หรือเป็นนักดนตรีในเมือง เมื่อคุณถือเครื่องดนตรีขึ้นมา และเริ่มบรรเลงบทเพลงแล้ว ทุกกำแพงทางสังคมจะพังทลายลงทันที ... ตลอดเวลาที่เราอยู่ในวงการมา เรามองเห็นความงามของดนตรีพื้นเมืองล้านนา และดนตรีชาติพันธุ์ แต่ก็น่าใจหาย เมื่อเราพบว่าผู้ที่จะสามารถยึดการเล่นดนตรีพื้นเมืองเป็นอาชีพหลักได้จริง ๆ มีเพียง 1-2 วงเท่านั้น และยิ่งไปกว่านั้น เราแทบไม่เห็นนักดนตรีหน้าใหม่เข้าสู่ระบบในระยะยาวเลย เมื่อไม่มีนักดนตรีรุ่นใหม่ การสืบสานและส่งต่อองค์ความรู้ก็เป็นไปได้ยาก เราจึงเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมเครื่องดนตรีอีสาน มาเล่นกับดนตรีแจ๊ส แล้วมันดูเท่ห์และมีเสน่ห์มากเลย มันพอจะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะนำ สะล้อ ซอ ซึง และเครื่องดนตรีชาติพันธุ์ทางภาคเหนือ มาเล่นบนโน้ตของดนตรีแจ๊สบ้าง และเมื่อเราได้ลองศึกษา เราพบว่าปัญหาที่ท้าทายที่สุดคือ เรื่องกำแพงของโครงสร้างดนตรี”

“ดนตรีล้านนานั้น มีรากฐานมาจากดนตรีในราชสำนัก ซึ่งมีท่วงทำนองที่ช้าและเนิบนาบ ขณะที่ดนตรีแจ๊สเน้นการสอดประสาน (Improvisation) ที่รวดเร็วและซับซ้อน เราจึงพยายามที่จะหาจุดพอดี เพื่อให้การแสดงระหว่างสองวัฒนธรรมนี้ สอดประสาน จนวันหนึ่งเราอยากให้มันกลายเป็น Norm ใหม่ของสังคม โดยเฉพาะร้านอาหารร้านดนตรีในภาคเหนือ จะมีการเล่นประยุกต์แบบนี้ให้เห็นได้ทั่วไป” คุณโอปอลอธิบายให้เราเห็นภาพบริบทของวงการดนตรีในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมทั้งเสริมรายละเอียดเพิ่มเติมว่า...
“จากการที่ชุดโน้ตและจังหวะการเล่น ยก-ย่อ นั้นแตกต่างกันคนละรูปแบบ จึงทำให้เครื่องดนตรีพื้นเมืองไม่สามารถมาเล่นรวมวงกับเครื่องดนตรีสากลได้ในทันที ดังนั้นโครงการนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อทลายกำแพงนั้น ผ่านการพัฒนาชุดโน้ต สร้างบทเรียน และการปรับแต่งเครื่องดนตรีล้านนาให้สามารถ เล่นร่วมกับกับดนตรีสากลได้เป็นครั้งแรก”

เราอยากจะถอดรหัส การสร้างนวัตกรรมทางดนตรี จึงได้ถามเพิ่มเติมถึงประเด็นที่ว่า การจะทำให้ดนตรีที่เคยช้า แบบราชสำนัก มา Improvise แบบแจ๊สได้นั้น ต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งคุณโอปอล ได้บอกว่า “สิ่งนี้คือหัวใจในการพัฒนานวัตกรรมเราเลยครับ เราต้อง สร้างบทเรียนใหม่ทั้งหมด เพื่อสอนนักดนตรีให้รู้วิธีการเข้าจังหวะร่วมกัน (Interaction) ระหว่างเครื่องดนตรีท้องถิ่นและเครื่องดนตรีสากล เนื่องจากดนตรีพื้นเมืองเดิมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการด้นสดในบริบทสากล เราจึงต้องออกแบบการเล่นสดที่สอดประสานระหว่างวง โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมาออกแบบชุดโน้ตเพื่อปรับจูนให้เข้ากันได้ นอกจากนี้ภายใต้โครงการเดียวกัน เรายังได้สร้าง แพลตฟอร์มเชียงใหม่แจ๊สซิตี้ เพื่อเป็นเสมือนโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาดนตรีท้องถิ่นในระยะยาวขึ้นมา เพื่อรองรับ 3 ส่วนสำคัญ คือ 1) Academic Innovation เราสร้างหลักสูตรการเรียนที่เน้นการประยุกต์เครื่องดนตรีล้านนาให้เล่นร่วมกับสากลได้จริง 2) เราสร้าง Digital Platform เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวม Profile นักดนตรีหน้าใหม่ เพื่อให้พวกเขาได้แจ้งเกิดและเข้าสู่อุตสาหกรรมดนตรี ผ่านการเล่นเครื่องดนตรีล้านนา หรือเครื่องดนตรีชาติพันธุ์ และ 3) เราสร้าง Brand Identity เพื่อสร้างการจดจำ และสร้างตัวตนของแจ๊สเชียงใหม่ ให้เด่นชัดในเวทีโลก ทั้งอัตลักษณ์ในรูปแบบโลโก้ และมาสคอต เพื่อสร้างการจดจำระดับนานาชาติ ...
โครงการนี้จึงเปรียบเสมือนการออกแบบ โครงสร้างพื้นฐานของระบบนิเวศทางดนตรีครับ เราพยายามเชื่อมต่อโลกจริงและข้อมูลดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อสร้าง Ecosystem ของนักดนตรีที่สมบูรณ์ขึ้น เราไม่ได้แค่จัดงานอีเว้นท์ แต่เรากำลังสร้างกลไกที่เชื่อมโยงกลุ่มคนเข้าด้วยกัน เราสร้างพื้นที่ที่ทุกคนมีความเท่าเทียม ผ่านการทำงานร่วมกัน โดยมีแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นตัวกลางในการกระจายโอกาส เราสร้างแพลตฟอร์มให้นักดนตรีสามารถเข้ามาฝาก Profile ไว้ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ พร้อมแสดงให้โลกเห็นว่า คนที่มีความสามารถในบ้านเรายังมีอีกมากมาย และไม่ใช่แค่คนที่มีเส้นสายเท่านั้นที่จะขึ้นเวทีใหญ่ได้”

คุณโอปอลแชร์ฉากทัศน์ในการพัฒนาให้เราเพิ่มเติมว่า... “กลไกที่เราสร้างขึ้นเป็นแบบ Two-way Communication ในขาหนึ่ง เราต้องการสร้างศักยภาพให้นักดนตรีไทยสามารถส่งออกผลงานเอกลักษณ์ล้านนาแจ๊ส ไปสู่เทศกาลดนตรีระดับโลกได้ แต่อีกขาหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เราต้องเป็นเจ้าบ้านที่พร้อมจะเปิดรับและเรียนรู้ จากนักดนตรีทั่วโลกไปพร้อม ๆ กัน เรามองภาพเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง ที่นักดนตรีต่างชาติอยากจะเดินทางมาแลกเปลี่ยนความรู้ มาเรียนรู้วิธีการเล่นเครื่องดนตรีชาติพันธุ์ในบริบทแจ๊ส พร้อมการจัดแสดงในเทศกาลดนตรี รวมถึงนักดนตรีท้องถิ่นของเรามีโอกาสถูกเชิญไปเล่นดนตรีทั่วโลก และนี่คือการสร้างความยั่งยืนที่แท้จริง”

ส่วนปลายทางของโครงการนั้น คุณโอปอลตั้งเป้าว่า “เราวาง Roadmap ไว้ว่าในปีแรก เราจะเก็บข้อมูลเครือข่าย พัฒนาหลักสูตร ออกแบบ Brand Identity ไปจนถึงการเปิดตัวแพลตฟอร์ม ซึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญคือ เราจะมีรูปแบบการประยุกต์เครื่องดนตรีล้านนาอย่างน้อย 5 เครื่องดนตรี ที่สามารถเข้าจังหวะกับสากลได้อย่างสมบูรณ์ แต่ในระยะยาวกว่านั้น การมีรายได้จากการขายบัตร รายได้จากสมาชิกแพลตฟอร์ม และการขายคอร์สเรียน จะช่วยให้แพลตฟอร์มเติบโตได้ นอกจากนี้ เรายังต้องการสร้างความภูมิใจและรายได้ให้นักดนตรีท้องถิ่น ผ่านการจัดเทศกาลงานดนตรี พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน เช่น ชุมชนควรค่าม้า และชุมชนล่ามช้าง ผ่านธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างที่พักและร้านอาหาร”

ณ วันนี้คุณโอปอล ได้พิสูจน์ถึงแนวคิดนี้ ว่าได้รับการยอมรับ กำลังเดินมาถูกทาง และสามารถสร้างความยั่งยืนได้จริง ผ่านการดึงกลุ่มผู้มีส่วนร่วมเข้ามาจัดงานเทศกาลที่คนในพื้นที่ภาคเหนือ และนักท่องเที่ยวเฝ้ารอคอยทุกปี จากความสำเร็จของงาน Jazz Arabica ครั้งที่ 3 และ งาน Chiang Mai Street Jazz 2025 ที่คุณโอปอลเล่าว่า “โจทย์ของผมคือ จะทำยังไงให้เชียงใหม่เป็นที่ที่นักดนตรีทั่วโลกฝันอยากมาเล่นด้วย Ecosystem ของเราที่จะต้องสนับสนุนนักดนตรีให้รู้สึกสนุก และเป็นประโยชน์ทั้งในเชิงการศึกษา และการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน แน่นอนว่าเรื่องนี้มีครูบาอาจารย์หลายท่านอยากทำมานานแล้ว แต่ด้วยจังหวะของนวัตกรรม และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ประกอบกับการสนับสนุนจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ทำให้เราสามารถสร้างฝันนี้ให้เป็นจริงได้ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม เราจึงสามารถถ่ายทอดเสน่ห์ของเครื่องดนตรีชาติพันธุ์ พร้อมกับสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งด้านดนตรี และวัฒนธรรมจากทั่วโลกในพื้นที่งานเทศกาลของเรา”
คุณโอปอล ฝากถึงคนรุ่นใหม่ ที่สนใจพัฒนานวัตกรรมว่า “นวัตกรรมมีความเสี่ยงและมีโอกาสล้มเหลวเสมอ แต่ถ้าคุณไม่ลงทุนในนวัตกรรมเลย ถึงจุดหนึ่งคุณก็จะแพ้ และต้องออกจากตลาดไปอยู่ดี แต่การวางแผนและพัฒนาอย่างเป็นระบบ จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะล้มเหลวได้มหาศาล ซึ่งปรัชญาการขับเคลื่อนทีมของเราไม่ใช่แต่เพียงการสร้างกำไร แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ไม่มีรั้วกั้น” นอกจากนี้ คุณโอปอลเล่าต่อด้วยสายตาเป็นประกาย “ร้านของผมออกแบบมาให้เปิดกว้าง ใครก็ตามที่ต้องการแรงบันดาลใจสามารถเดินเข้า-ออกได้อย่างไม่เคอะเขิน เพราะเสน่ห์ของเชียงใหม่อยู่ที่ความเชื่อมโยงระหว่างผู้คน เป็นมนต์ขลังที่สื่อดิจิทัลยังแทนที่ไม่ได้ โครงการนี้ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่คือ Life-long Project ที่ผมตั้งใจสร้างให้เป็นมรดก และส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป” นอกจากนี้ เหนือสิ่งอื่นใดคุณโอปอลได้ย้ำเตือนกับเราว่า “ชีวิตมนุษย์ไม่ได้มีเพียงมิติด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่มิติด้านสังคม และความเห็นอกเห็นใจต่างหาก ที่จะทำให้เรายังเป็นมนุษย์ เติมเต็มความหมายของชีวิต และช่วยสร้างชุมชนที่ยั่งยืนได้จริง”
ดังนั้น โครงการ Chiang Mai Jazz City จึงไม่ใช่แค่เรื่องของดนตรี แต่คือคำเชิญชวนให้คนทั้งโลก มาฟังเสียงของเชียงใหม่ เพื่อที่บอกเล่าว่า “อนาคต” และ “รากเหง้า” จะสามารถบรรเลงไปพร้อมกันได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ทั่วโลกรับรู้ว่า เชียงใหม่พร้อมแล้วที่จะเป็น “Jazz Hub of Asia” พื้นที่ที่พร้อมสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างทักษะร่วมกันระหว่างศิลปินระดับโลกกับนักดนตรีท้องถิ่นทุกคนอย่างไม่มีการปิดกั้นและแบ่งแยก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:
สัมภาษณ์และผู้เรียบเรียงโดย
นางสาวพิชญาภา ศิริรัตน์
นักพัฒนานวัตกรรม
ฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมรายพื้นที่ NIA
#NIA #SocialInnovation #นวัตกรรมเพื่อสังคม #ChiangmaiJazzCity