homekeyboard_arrow_rightก้าวสู่ยุค Cashless Society กับข้อดีที่คุณอาจคาดไม่ถึง

ก้าวสู่ยุค Cashless Society กับข้อดีที่คุณอาจคาดไม่ถึง


สแกนบาร์โค้ดเพื่อจ่าย ทำธุรกรรมได้ไม่ต้องง้อตู้เอทีเอ็ม…


ความสะดวกสบายในการจับจ่าย เป็นเพียงประโยชน์ขั้นต้นของการก้าวเข้าสู่ยุค Cashless Society หรือ สังคมไร้เงินสด เท่านั้น แท้จริงแล้วแนวคิดการเลิกใช้เหรียญ เลิกใช้ธนบัตร ยังสามารถช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตไปในแบบที่ใครหลายคนคาดไม่ถึงอีกด้วย วันนี้ NIA ขอพาไปดูตัวอย่างประเทศที่ใกล้เคียงกับการเป็น Cashless Society อันดับต้นๆ ของโลกกันว่ามีความก้าวหน้าและช่วยให้พลเมืองมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ยังไงบ้าง


หากใครเคยมีโอกาสได้ไปเยือนประเทศเกาหลีใต้ จะทราบว่าไอเท็มหนึ่งที่ต้องซื้อติดตัวไว้ตั้งแต่เท้าแตะสนามบินอินชอนก็คือบัตร T-Money ซึ่งเป็นบัตรเติมเงินล่วงหน้าที่ช่วยให้เราเดินทางได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด เพียงพกบัตรใบนี้ใบเดียว เราก็จะสามารถใช้บริการได้ทั้งรถแท็กซี่ รถเมล์ และรถไฟฟ้าใต้ดิน ได้อย่างสะดวก ไม่ต้องมาคอยหยิบเงินจ่าย รับเงินทอนให้เสียเวลา และที่น่าประทับใจสุดๆ ก็คือการคิดค่าบริการรถโดยสารสาธารณะ ‘ตามระยะทาง-ระยะเวลา’ เช่น หากเราเดินทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร ภายในระยะเวลา 30 นาที เราจะเปลี่ยนสายรถประจำทางกี่สาย หรือเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินกี่ครั้งก็ได้ เพียงแค่แตะบัตร T-Money เข้ากับเซนเซอร์ของรถคันนั้นๆ ก็เดินทางต่อได้เลย โดยไม่มีค่าจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งนอกจากจะช่วยให้พลเมืองประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเป็นการย่นระยะเวลาในการใช้บริการรถสาธารณะต่อบุคคลให้สั้นลง ลดความแออัดในห้องโดยสารในเวลาเร่งด่วนได้อีกด้วย


ด้านพี่ใหญ่อย่างประเทศจีน ประชาชนกว่าครึ่งประเทศหันมาใช้จ่ายเงินกันผ่านแอปฯ ชื่อดังอย่าง Alipay และ Wechat Pay และทำให้ภาคธุรกิจและบริการทั่วประเทศต้องปรับตัวให้ทันกับความต้องการของผู้คน ที่เน้นความสะดวก รวดเร็วขึ้น เพราะแม้แต่จะไปซื้อของจากร้านค้าหาบเร่ แผงผักในตลาดสด หรือจะบริจาคเงินให้ขอทาน ก็ทำได้ด้วยการสแกน QR Code รวมถึงยังมีการนำระบบจ่ายเงินด้วยการสแกนใบหน้า มาใช้กันตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ เป็นไปได้ว่าต่อไปเราอาจจะเห็นห้างที่ไม่ต้องมีแคชเชียร์อีกต่อไป และที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ เพียงแค่ทุกคนเปลี่ยนวิถีการจับจ่ายไปอยู่บนโลกออนไลน์ กลับเป็นโอกาสให้กับธุรกิจ e-Commerce เติบโตขึ้นจากเดิม 300% หรือมีมูลค่าทะลุ 3.56 ล้านล้านบาท ในเวลาแค่ 4 ปีเท่านั้น


สำหรับประเทศที่ขึ้นชื่อว่าใกล้เคียงคำว่า Cashless Society ที่สุดต้องยกให้กับประเทศสวีเดน ซึ่งมีอัตราการใช้เงินสดทั่วประเทศเพียงแค่ 2% แต่สาเหตุที่ทำให้ชาวสวีเดน มีวิถีชีวิตแบบสังคมไร้เงินสดได้เร็วกว่าประเทศอื่นๆ นั้น มาจาก ความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน  ไม่ว่าจะเป็น การร่วมกันพัฒนา Swish แอปฯ ธุรกรรมออนไลน์ โดย 6 ธนาคารหลักของประเทศ ออกมาให้ทุกคนได้ใช้เหมือนๆ กัน รวมถึงกฎหมายสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น ให้ธนาคารยกเลิกบริการฝากถอนเงินสด เลิกใช้ตู้ ATM ข้ออนุญาตให้ร้านค้าสามารถปฏิเสธไม่รับเงินสดได้ การลดภาษีมูลค่าเพิ่มหากไม่ใช้เงินสด รวมถึงยังอนุญาตให้เด็กๆ สามารถพกบัตรเดบิต บัตรเครดิตได้ตั้งแต่อายุเพียง 7 ปี ฯลฯ และไม่ใช่แค่การใช้จ่ายที่สะดวกรวดเร็ว แต่สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นคือชีวิตที่ปลอดภัย และเสี่ยงต่อการถูกจี้ปล้นลดน้อยลง โดยหากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว สวีเดนมีสัดส่วนการเกิดโจรกรรมที่ต่ำมาก หรือเพียง 1.4 % จากอาชญากรรมทั้งประเทศเท่านั้น


แล้ว Cashless Society กับประเทศไทยเป็นยังไงบ้าง… ปัจจุบันประเทศไทยเริ่มขยับเข้าสู่การเป็น Cashless Society มากขึ้น เห็นได้จากการพัฒนารูปแบบการทำธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ เช่น พร้อมเพย์ QR Scan รวมถึงแรงสนับสนุนจากสถาบันการเงินและภาคธุรกิจ ที่สนับสนุนให้คนไทยเคยชินกับไลฟ์สไตล์ใช้จ่ายแบบสังคมไร้เงินสด แล้วคุณล่ะ อยากให้ Cashless Society ในประเทศไทยเป็นแบบไหนกัน ?