Ribbon
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
Search
color contrast
Normal
Black & White
Black & Yellow
font size

NIA จัดประชุม 2026 Thailand-France International Collaboration ในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส ตั้งเป้าเสริมแกร่งระบบนิเวศสตาร์ตอัประหว่างประเทศ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์

News 18 พฤษภาคม 2569 170

NIA จัดประชุม 2026 Thailand-France International Collaboration ในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส ตั้งเป้าเสริมแกร่งระบบนิเวศสตาร์ตอัประหว่างประเทศ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์

15 พฤษภาคม 2569 - สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดประชุม “2026 Thailand – France International Collaboration: Innovation Ecosystem Tour Program” ณ อาคารอุทยานนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากประเทศฝรั่งเศส นักวิชาการ นักวิจัย และหน่วยงานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของทั้งสองประเทศ ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านนวัตกรรม การวิจัย และการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัประหว่างประเทศ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในอนาคต
 
ภายในงาน นายปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม กล่าวต้อนรับคณะผู้แทนจากฝรั่งเศส พร้อมทั้งกล่าวถึงบทบาทของ NIA ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม การสร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยี และการส่งเสริมศักยภาพสตาร์ตอัปไทยสู่เวทีโลก ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศสถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยยกระดับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสการลงทุนด้านนวัตกรรมระหว่างกัน
 
ในการประชุมครั้งนี้ นายกนช รัติวานิช ผู้จัดการส่งเสริมนวัตกรรมอาวุโส ได้นำเสนอภาพรวมของระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศไทย ภารกิจสำคัญขององค์กร ตลอดจนยุทธศาสตร์และโครงการสนับสนุนด้านนวัตกรรมที่ดำเนินการในปัจจุบัน อาทิ การสนับสนุนสตาร์ตอัปเทคโนโลยี การสร้างแพลตฟอร์มเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมและนักลงทุน การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเชิงพาณิชย์ รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในหลากหลายสาขา ทั้งด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เทคโนโลยีสีเขียว สุขภาพ และการเกษตรสมัยใหม่
 
โดย NIA ได้ดำเนินบทบาทในการสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรมในทุกมิติ ทั้งการบ่มเพาะธุรกิจ การเร่งการเติบโตของสตาร์ตอัป การพัฒนากลไกสนับสนุนทางการเงิน การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการผลักดันความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยสามารถขยายตลาดและสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
 
นอกจากนี้ คณะผู้แทนจากฝรั่งเศสยังได้ร่วมรับฟังการแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการ์ทำงานจากสตาร์ตอัปไทยที่มีศักยภาพในหลากหลายสาขา โดยมีการถ่ายทอดประสบการณ์การเติบโตทางธุรกิจ แนวคิดด้านนวัตกรรม และทิศทางการขยายตลาดสู่ระดับสากล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญดังนี้
 
1. บริษัท PETTINEE CORPORATION CO., LTD พัฒนาแพลตฟอร์มให้คำปรึกษาสัตวแพทย์ออนไลน์ เพื่อให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงใช้เป็นช่องทางในการขอคำแนะนำเมื่อสัตว์เลี้ยงมีอาการเจ็บป่วย หรือก่อนเดินทางไปพบแพทย์ ซึ่ง 80% ของสัตว์เลี้ยงที่เจ้าของพาไปพบแพทย์มักไม่ได้มีความเจ็บป่วยรุนแรง หรือเป็นกรณีเร่งด่วนที่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ทันที แต่เป็นเรื่องที่สามารถจัดการเบื้องต้นกับอาการเจ็บป่วยของสัตว์เลี้ยงเองที่บ้านได้ Pettinee ดำเนินธุรกิจในรูปแบบสตาร์ตอัปการพัฒนารูปแบบการบริการจึงนำวิธีการของ Design Thinking มาปรับใช้ เพื่อศึกษาพฤติกรรมเจ้าของสัตว์เลี้ยงในการนำข้อมูลมาพัฒนาแอปพลิเคชัน ปัจจุบันเป็นเวอร์ชั่น LINE เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่นิยมใช้ LINE แต่การจัดเก็บข้อมูลเป็นแบบรวมไม่ได้แยกลูกค้าเป็นรายบุคคล จึงได้พัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับสัตวแพทย์เพื่อเชื่อมกับ LINE ทำให้สามารถรับเคสเป็นรายบุคคลได้ใช้เวลาน้อยลงและรับเคสได้มากขึ้น ต่อมาการขอคำปรึกษามีมากขึ้นทำให้หมอไม่เพียงพอ จึงต่อยอดโดยการนำไอเดียไปปลั๊กอินกับโรงพยาบาลสัตว์ และ Pet Service ต่างๆ เพื่อให้การดูแลครอบคลุมมากขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่ม B2C เจ้าของสัตว์เลี้ยง และกลุ่ม B2B ธุรกิจ Pet Service ที่ต้องการทำ CRM ด้วยระบบ Tele-consult และสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการให้คำปรึกษาด้วยสัตวแพทย์ตลอด 24 ชม.
 
2. บริษัท SPIKE ARCHITECTONICS CO., LTD นวัตกรรมกระบวนการผลิตไมโครนีดเดิลแบบอัจริยะของ SPIKE ที่สามารถผลิตได้อย่างรวดเร็วบนผืนผ้า ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อปลดล็อคขีดจำกัดการผลิตด้วยเทคโนโลยีแบบเดิมสู่กระบวนการผลิตใหม่ รองรับผลิตภัณฑ์นำสมัยและตอบไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ มีกำลังการผลิตที่สูงกว่าเทคโนโลยีอื่นในตลาดถึง 13.5 เท่า พร้อมด้วยความสามารถในการสร้างสรรค์แผงเข็มไมโครนีดเดิลได้ตามต้องการ ปรับเปลี่ยนพารามิเตอร์ต่าง ๆ ได้ตามวัตถุประสงค์ที่เหมาะสมกับการใช้งาน และเปิดประสบการณ์ใหม่ภายใต้ประสิทธิภาพเหนือชั้น สร้างโอกาสให้ทุกความเป็นไปได้ในการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์สู่แบรนด์ต่าง ๆ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ หรือ สร้างความโดดเด่นท่ามกลางคู่แข่ง เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำทางนวัตกรรมสุขภาพ ความงาม และการแพทย์
 
3. บริษัท BOTNOI GROUP CO., LTD ซึ่งนำเสนอเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์และระบบเสียงอัจฉริยะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจและบริการหลากหลายรูปแบบ โดยบริษัทได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของไทย และแนวทางการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ตัวอย่างการให้บริการของ BOTNOI Group เช่น AI Chatbot สำหรับตอบแชทอัตโนมัติ, AI Voicebot สำหรับโทรเข้า-ออก, AI Agent ที่ทำงานแทนทีมได้ รวมถึง Real-time Translation และ Speech-to-Text / Text-to-Speech ที่รองรับภาษาไทย โดยระบบ AI ของ BOTNOI เหมาะกับทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ Banking, Insurance, Healthcare, Education และ Hospitality ซึ่งสามารถออกแบบ AI ให้เฉพาะของแต่ละธุรกิจ
 
ตลอดการประชุม คณะผู้แทนจากฝรั่งเศสได้แสดงความสนใจต่อแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของไทย รวมถึงกลไกการสนับสนุนสตาร์ตอัปของ NIA โดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสความร่วมมือในอนาคต ทั้งด้านการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างเครือข่ายสตาร์ตอัป และการส่งเสริมการลงทุนระหว่างสองประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายระดับโลกได้
 
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศสในมิติด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยช่วยเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทั้งสองประเทศ ทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ NIA ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศฐานนวัตกรรม และเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้อย่างยั่งยืนในอนาคต