Ribbon
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
Search
color contrast
Normal
Black & White
Black & Yellow
font size

NIA จับมือพันธมิตรร่วมวางยุทธศาสตร์ดันไทยสู่ FoodTech Hub ผ่านโครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตฟู้ดเทคสตาร์ตอัประดับสากล “SPACE-F ปีที่ 7”

News 21 เมษายน 2569 407

NIA จับมือพันธมิตรร่วมวางยุทธศาสตร์ดันไทยสู่ FoodTech Hub ผ่านโครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตฟู้ดเทคสตาร์ตอัประดับสากล “SPACE-F ปีที่ 7”

20 เมษายน 2569 - สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตรองค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และพันธมิตรใหม่ Foodland Ventures จากไต้หวัน เปิดตัว “SPACE-F ปีที่ 7” โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตฟู้ดเทคสตาร์ตอัประดับสากลแห่งแรกของประเทศไทย
 
โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดงาน และ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติกล่าวต้อนรับ พร้อมเปิดตัวสตาร์ตอัปจำนวน 20 ราย จาก 10 ประเทศ ที่จะมีโอกาสเข้าร่วมพัฒนาและทดลองนวัตกรรมจริงกับพันธมิตรชั้นนำ เพื่อเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนสตาร์ตอัปให้สามารถก้าวข้ามช่วงวิกฤตของธุรกิจ (Death Valley) และเติบโตสู่เชิงพาณิชย์ในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม
 
ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย ที่กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญจากการผลิตเพื่อปริมาณไปสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรมและมูลค่า ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงผลักดันนโยบาย “ครัวไทยสู่โลก” เพื่อเป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสทางรายได้ที่ยั่งยืนและมั่นคงให้กับเกษตรกรไทย
 
ทั้งนี้ โครงการ SPACE-F ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยเร่งให้ประเทศไทยสามารถแปลงศักยภาพด้านอาหารไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนำองค์ความรู้มาร่วมพัฒนา ต่อยอด เป็นนวัตกรรมหรือต้นแบบ และได้ทดสอบการใช้งานจริงกับพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจในการเชื่อมงานวิจัยเข้ากับตลาดจริง ช่วยลดความเสี่ยงและช่องว่างของระบบนวัตกรรมไทย และจากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 7 ของ SPACE-F สะท้อนศักยภาพที่แข็งแกร่งของไทยในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารระดับภูมิภาค และมีส่วนช่วยในการพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมรุ่นใหม่ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยอย่างยั่งยืนในเวทีโลก
 
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า NIA มุ่งเสริมสร้างศักยภาพสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการนวัตกรรมให้สามารถก้าวข้ามวิกฤตทางธุรกิจ และเติบโตสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา โครงการ SPACE-F ได้ตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการบ่มเพาะและเร่งสร้างสตาร์ตอัปมากกว่า 100 ราย จาก 18 ประเทศทั่วโลก และสามารถสร้างมูลค่าการระดมทุนรวมได้สูงกว่า 5,100 ล้านบาท สำหรับโครงการ SPACE-F ปีที่ 7 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการเติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมสร้างสถิติใหม่ในระดับสากล โดยมีจำนวนผู้สมัครสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 204 ราย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 156 รายในรุ่นที่ 6 และ 148 รายในรุ่นที่ 2 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสตาร์ตอัปทั่วโลกต่อศักยภาพของโครงการ ขณะเดียวกัน โครงการยังขยายการเข้าถึงในระดับนานาชาติอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผู้สมัครจาก 57 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 34 ประเทศในรุ่นก่อนหน้า เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า SPACE-F เป็นแพลตฟอร์มระดับสากลที่เชื่อมโยงและขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารของโลกอย่างแท้จริง
 
“โครงการ SPACE-F ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารให้มีความแข็งแกร่งและครบวงจร ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปได้ร่วมพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์จริง (Proof of Concept: POC) ร่วมกับพันธมิตรองค์กรขนาดใหญ่ ตลอดจนโอกาสเข้าถึงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐานระดับสากล เช่น การทดสอบนวัตกรรมโปรตีนที่มุ่งเน้นด้านรูปลักษณ์ ความสดใหม่ และรสชาติ ร่วมกับไทยยูเนี่ยน การพัฒนาโซลูชันด้านสุขภาพและโภชนาการยุคใหม่ร่วมกับไทยเบฟและเนสท์เล่ การใช้ห้องปฏิบัติการวิจัยเชิงลึกจากมหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดจนการเสริมศักยภาพด้านการระดมทุนจาก Foodland Ventures ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และเพิ่มโอกาสในการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
สำหรับ SPACE-F ปีที่ 7 มุ่งยกระดับการพัฒนาสตาร์ตอัปผ่าน 2 โปรแกรมหลัก ได้แก่ Incubator Program ที่เน้นวางรากฐานธุรกิจและพัฒนาต้นแบบสู่ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมทดสอบตลาด และ Accelerator Program ที่มุ่งเร่งการขยายธุรกิจผ่านการเชื่อมโยงกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และนักลงทุน โดยครอบคลุม 7 สาขาสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ 1) โภชนาการส่วนบุคคล 2) โปรตีนแห่งอนาคต 3) ระบบอาหารหมุนเวียน 4) การผลิตอัจฉริยะ 5) การผลิตที่ยั่งยืน 6) ความปลอดภัยอาหาร และ 7) ประสบการณ์ผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการตลาดอย่างตรงจุด พร้อมแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีระดับโลก”
 
โครงการ “SPACE-F ปี 7” ยังได้เปิดตัวสตาร์ตอัปจำนวน 20 ราย จาก 10 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ เกาหลีใต้ สเปน แคนาดา สหรัฐอเมริกา/อาร์เจนติน่า ออสเตรเลีย สิงคโปร์ อังกฤษ ซาอุดิอาระเบีย ไต้หวัน และประเทศไทย ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่โปรแกรมในปีนี้ โดยทั้งหมดจะมีโอกาสร่วมพัฒนาและทดสอบนวัตกรรมจริงกับพันธมิตรอุตสาหกรรมชั้นนำ ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทดสอบในระดับอุตสาหกรรม ไปจนถึงการต่อยอดสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในตลาดจริง
 
ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นจุดเด่นสำคัญของโครงการ ที่เปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปสามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปทดลองใช้ในสภาพแวดล้อมจริง ลดข้อจำกัดในการพัฒนา และเพิ่มโอกาสในการสร้างโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น