
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

การให้บริการของ NIA

ความเคลื่อนไหวของ NIA

ช่องทางในการติดต่อกับ NIA
เปิดผลการจัดอันดับดัชนี Global Startup Ecosystem Index ปี 2026 โดย StartupBlink

🔺ประเทศไทยขยับขึ้น 4 อันดับ อยู่ที่อันดับ 49 ของโลก อันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
🔺ก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลกในรอบ 6 ปี ด้วยอัตราการเติบโต 63%
🔺เป็นอันดับ 4 ของโลกในกลุ่ม Top 50 ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด และอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
🔺ด้าน MedTech อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ ไทยก้าวสู่อันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 8 ของโลก
🔺ด้าน AgTech อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการเกษตร ไทยก้าวสู่อันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 21 ของโลก
▪️ ด้านกิจกรรมส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ตอัป ไทยครองอันดับ 2 ในเอเชีย และอันดับ 20 ของโลก อาทิ กิจกรรมพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมของระบบนิเวศ
▪️ด้านการรับรู้และการเป็นที่ยอมรับของระบบนิเวศ (Ecosystem Visibility) ไทยอยู่ในอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับการรับรู้ในระดับสากลต่อสตาร์ตอัปและแบรนด์ต่างๆ ของไทย

รายงานการจัดอันดับระบบนิเวศสตาร์ตอัปของประเทศและเมืองต่างๆ ทั่วโลก (Global Startup Ecosystem Index) จัดทำโดย StartupBlink แพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับโลก เปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 ประเมินวัดศักยภาพ ความแข็งแกร่ง และแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจเกิดใหม่ในแต่ละพื้นที่ครอบคลุมมากกว่า 1,556 เมือง และ 100 ประเทศทั่วโลก
ปัจจัยหลักที่ใช้ในการประเมิน ประกอบด้วย 3 เสาหลัก (Pillars) ได้แก่

ในปี 2026 ระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลกมีการเติบโตเฉลี่ยที่ 10.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการเติบโตนี้ไม่ได้กระจายตัวในทุกภูมิภาค แต่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายระดับชาติและการแข่งขันทางเทคโนโลยี นวัตกรรมที่เข้มข้นมากขึ้น
สหรัฐอเมริกายังคงครองอันดับที่ 1 ของโลก สหราชอาณาจักร และอิสราเอล ยังคงครอง อันดับ 2 และ อันดับ 3 ของการจัดอันดับระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก สิงคโปร์สามารถก้าวกระโดดมอยู่อันดับที่ 4 ซึ่งเป็นประเทศที่มีการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม TOP 10 เติบโต 24.4% และสามารถลดช่องว่างคะแนนกับอิสราเอลให้แคบลงจนเหลือไม่ถึง 5%

จากการวิเคราะห์ดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับเมือง (City Rankings) ซานฟรานซิสโก (San Francisco Bay) ยังคงรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ของโลกไว้อย่างเหนียวแน่น โดยมีคะแนนทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างนิวยอร์กถึง 2.7 เท่า อย่างไรก็ตาม นิวยอร์ก เป็นเมืองที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด 11.6% ทำให้เกิดช่องว่างที่ขยายมากขึ้นกับลอนดอนที่อยู่ที่อันดับ 3 ขณะที่เมืองที่น่าจับตามองสิงคโปร์ซิตี (Singapore City) ก้าวเข้าสู่ Top 10 ของโลกเป็นครั้งแรกในอันดับที่ 10 โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 26.7% ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดในกลุ่มเมือง Top 20 ทั้งหมด ขณะที่เมืองปักกิ่ง (อันดับ 6) และเซี่ยงไฮ้ (อันดับ 8) มีคะแนนลดลงกว่า 21.4% และ 20.0% ตามลำดับ ส่งผลให้อัตราการเติบโตเฉลี่ยของเมือง Top 10 ทั่วโลกชะลอตัวลงเหลือเพียง 2.7% นอกจากนี้แล้วประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากสิงคโปร์แล้ว โฮจิมินห์ซิตี (อันดับ 98) ได้ก้าวเข้าสู่ Top 100 เป็นครั้งแรก ขณะที่กรุงเทพฯ (อันดับ 76) ขยับขึ้น 5 อันดับ สะท้อนถึงโมเมนตัมที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคนี้ และเมืองที่น่าจับตามองริยาด (Riyadh) เป็นเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่ม Top 100 ของโลก โดยขยับขึ้นมาถึง 30 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 42 ด้วยอัตราการเติบโต 117.6%
ผลการจัดอันดับในปี 2026 ถือเป็นปีแห่งความสำเร็จครั้งสำคัญของประเทศไทยในเวทีนวัตกรรมโลก โดยประเทศไทยสามารถขยับขึ้นมาได้ถึง 4 อันดับ มาอยู่ที่อันดับที่ 49 ของโลก การกลับเข้าสู่กลุ่ม 50 ประเทศชั้นนำถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพของมาตรการสนับสนุนสตาร์ตอัปที่รัฐบาลและภาคเอกชนได้ร่วมกันผลักดันในช่วงที่ผ่านมา
ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของคะแนนระบบนิเวศสูงถึง 62.6% ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงเป็นอันดับที่ 2 และเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตสูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แม้ในระดับเอเชียแปซิฟิก ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 11 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 และยังคงอยู่อันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ช่องว่างระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย อันดับที่ 45 (8.3%) และมาเลเซีย อันดับที่ 41 (18.9%) เริ่มหดแคบลงเนื่องจากอัตราการเติบโตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่เวียดนามอยู่อันดับที่ 50 (67.9%)
การขยับขึ้นสู่ Top 50 ของโลกของประเทศไทย ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและสตาร์ตอัปของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศทั่วโลกเผชิญการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและ AI อย่างเข้มข้น นอกจากนี้เมืองกรุงเทพฯ ติด Top 100 เมือง Startup ของโลกได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 76 ของโลก เพิ่มขึ้น 5 อันดับจากปีก่อน และมีอัตราการเติบโต 18.1% ซึ่งระบบนิเวศสตาร์ตอัปของไทยยังคงกระจุกตัวสูง โดยคะแนนรวมของ กรุงเทพฯ สูงกว่าของ ภูเก็ต ประมาณ 20 เท่า ซึ่งเมืองที่มีพัฒนาการโดดเด่น โดยเฉพาะภูเก็ต อันดับ 533 ของโลก เติบโต 85.9% เชียงใหม่ อันดับ 590 ของโลก เติบโต 91.6% และพัทยา ติดอันดับเมือง Startup ของโลกเป็นครั้งแรกอยู่อันดับที่ 794
แม้ระบบนิเวศของไทยยังคงมีลักษณะ “กระจุกตัวในกรุงเทพฯ” แต่เมืองรองกลับมีอัตราเติบโตสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงการกระจายตัวของเศรษฐกิจนวัตกรรมและผู้ประกอบการเทคโนโลยีไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมย่อยด้านเทคโนโลยีการแพทย์ (Medtech) โดยอยู่ในอันดับ 8 ของโลก อีกทั้งประเทศไทยอยู่ในอันดับ 20 ของโลก และอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้านกิจกรรมชุมชนสตาร์ตอัป (Startup Community Activity Functional Category) สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของระบบนิเวศที่เข้มแข็ง ผ่านกิจกรรม งานอีเวนต์ และการรวมตัวของชุมชนสตาร์ตอัป

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังอยู่อันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในด้านความแข็งแกร่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศ (Ecosystem Stakeholder Strength Pillar) ซึ่งสูงกว่าอันดับภาพรวมของประเทศในภูมิภาคที่อยู่ในอันดับ 4 โดยมีมูลค่าระบบนิเวศ (Ecosystem Value) อยู่ที่ 1.86 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (US$ 18.6B) และ จำนวนยูนิคอร์น (Unicorns): มีทั้งหมด 4 ราย ได้แก่ LINE MAN Wongnai, Flash Express, และ Ascend Money ซึ่งเป็นตัวอย่างของธุรกิจเทคโนโลยีไทยที่สามารถเติบโตสู่ระดับ Unicorn และแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค
อย่างไรก็ตามกว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยได้สั่งสมประสบการณ์และวางรากฐานระบบนิเวศสตาร์ตอัปอย่างเป็นระบบ ผ่านความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA หน่วยงานภาคีเครือข่าย ภาคการศึกษา และภาคเอกชน โดยสามารถสรุปหมุดหมายสำคัญ (Key Milestones) ที่สะท้อนถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ ดังนี้

จากผลการจัดอันดับระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับโลกประเทศไทยกำลังอยู่ในทิศทางที่ขับเลื่อนไปสู่การสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ "Turning Point" หรือจุดเปลี่ยนสำคัญที่น่าจับตามองในฐานะฟันเฟืองใหม่ของเศรษฐกิจนวัตกรรมในภูมิภาคสู่การเป็น "Innovation Nation" อย่างยั่งยืน โดยมีความท้าทายในการเร่งผลักดัน พ.ร.บ. ส่งเสริมสตาร์ตอัป ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด พร้อมกับการลงทุนใน การสร้างบุคลากร AI อย่างจริงจัง และการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรขนาดใหญ่ (Corporates) กับสตาร์ตอัปให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจากเพียง "ผู้ใช้เทคโนโลยี" ให้กลายเป็น "ผู้ประยุกต์ใช้เพื่อผลิตภาพสูง" ของภูมิภาค