Ribbon
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
Search
color contrast
Normal
Black & White
Black & Yellow
font size

เปิดผลการจัดอันดับดัชนี Global Startup Ecosystem Index ปี 2026 โดย StartupBlink

19 พฤษภาคม 2569 705

เปิดผลการจัดอันดับดัชนี Global Startup Ecosystem Index ปี 2026 โดย StartupBlink

StartupBlink

เปิดผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก ประจำปี 2569 (Global Startup Ecosystem Index 2026) จัดโดย StartupBlink แพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับโลก 

 

ผลการจัดอันดับที่สำคัญของประเทศไทย

🔺ประเทศไทยขยับขึ้น 4 อันดับ อยู่ที่อันดับ 49 ของโลก อันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
🔺ก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลกในรอบ 6 ปี ด้วยอัตราการเติบโต 63%
🔺เป็นอันดับ 4 ของโลกในกลุ่ม Top 50 ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด และอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
🔺ด้าน MedTech อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ ไทยก้าวสู่อันดับ 1 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 8 ของโลก
🔺ด้าน AgTech อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการเกษตร ไทยก้าวสู่อันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอันดับ 21 ของโลก 
▪️ ด้านกิจกรรมส่งเสริมระบบนิเวศสตาร์ตอัป ไทยครองอันดับ 2 ในเอเชีย และอันดับ 20 ของโลก อาทิ กิจกรรมพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และการมีส่วนร่วมของระบบนิเวศ
▪️ด้านการรับรู้และการเป็นที่ยอมรับของระบบนิเวศ (Ecosystem Visibility) ไทยอยู่ในอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับการรับรู้ในระดับสากลต่อสตาร์ตอัปและแบรนด์ต่างๆ ของไทย

Global Startup Ecosystem Index

 

ทำความรู้จัก Global Startup Ecosystem Index 2026

รายงานการจัดอันดับระบบนิเวศสตาร์ตอัปของประเทศและเมืองต่างๆ ทั่วโลก (Global Startup Ecosystem Index) จัดทำโดย StartupBlink แพลตฟอร์มวิจัยและวิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับโลก เปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 ประเมินวัดศักยภาพ ความแข็งแกร่ง และแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจเกิดใหม่ในแต่ละพื้นที่ครอบคลุมมากกว่า 1,556 เมือง และ 100 ประเทศทั่วโลก 


ปัจจัยหลักที่ใช้ในการประเมิน ประกอบด้วย 3 เสาหลัก (Pillars) ได้แก่ 

  • คะแนนด้านปริมาณ (Quantity Score): มุ่งเน้นการวัดระดับกิจกรรมภายในระบบนิเวศ โดยพิจารณาจากจำนวนสตาร์ตอัปที่มีการดำเนินการอยู่จริง จำนวนนักลงทุน (Venture Capitalists) พื้นที่ทำงานร่วมกัน (Coworking Spaces) และศูนย์บ่มเพาะธุรกิจและเร่งสร้างสตาร์ตอัป (Accelerators) นอกจากนี้ยังรวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสตาร์ตอัป เช่น จำนวนสมาชิกในกลุ่ม Meetup ด้านเทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนถึงความหนาแน่นของเครือข่ายความรู้ 
  • คะแนนด้านคุณภาพ (Quality Score): ถือเป็นส่วนที่มีน้ำหนักความสำคัญสูงสุดในการประเมินประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น มูลค่าการระดมทุนที่เกิดขึ้นจริง (Funding Rounds) จำนวนและขนาดของยูนิคอร์น (Unicorns) จำนวนการควบรวมหรือขายกิจการ (Exits)  
  • คะแนนด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Business Environment Score): วัดความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย และนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุนนวัตกรรม ตัวชี้วัดรวมถึงความเร็วอินเทอร์เน็ต เสรีภาพในการใช้สื่อออนไลน์ ความง่ายในการจดทะเบียนธุรกิจ อัตราภาษีนิติบุคคล และความยืดหยุ่นของกฎหมายแรงงานและความสะดวกในการทำธุรกิจ 
Global Startup Ecosystem Index
 
ภาพรวมการแข่งขันบนเวทีโลกปี 2026

ในปี 2026 ระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลกมีการเติบโตเฉลี่ยที่ 10.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการเติบโตนี้ไม่ได้กระจายตัวในทุกภูมิภาค แต่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายระดับชาติและการแข่งขันทางเทคโนโลยี นวัตกรรมที่เข้มข้นมากขึ้น 

 

สหรัฐอเมริกายังคงครองอันดับที่ 1 ของโลก สหราชอาณาจักร และอิสราเอล ยังคงครอง อันดับ 2 และ อันดับ 3 ของการจัดอันดับระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลก สิงคโปร์สามารถก้าวกระโดดมอยู่อันดับที่ 4 ซึ่งเป็นประเทศที่มีการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม TOP 10 เติบโต 24.4% และสามารถลดช่องว่างคะแนนกับอิสราเอลให้แคบลงจนเหลือไม่ถึง 5% 

 

GSEI 2026

จากการวิเคราะห์ดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับเมือง (City Rankings) ซานฟรานซิสโก (San Francisco Bay) ยังคงรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ของโลกไว้อย่างเหนียวแน่น โดยมีคะแนนทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างนิวยอร์กถึง 2.7 เท่า อย่างไรก็ตาม นิวยอร์ก เป็นเมืองที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด 11.6% ทำให้เกิดช่องว่างที่ขยายมากขึ้นกับลอนดอนที่อยู่ที่อันดับ 3 ขณะที่เมืองที่น่าจับตามองสิงคโปร์ซิตี (Singapore City) ก้าวเข้าสู่ Top 10 ของโลกเป็นครั้งแรกในอันดับที่ 10 โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 26.7% ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดในกลุ่มเมือง Top 20 ทั้งหมด ขณะที่เมืองปักกิ่ง (อันดับ 6) และเซี่ยงไฮ้ (อันดับ 8) มีคะแนนลดลงกว่า 21.4% และ 20.0% ตามลำดับ ส่งผลให้อัตราการเติบโตเฉลี่ยของเมือง Top 10 ทั่วโลกชะลอตัวลงเหลือเพียง 2.7% นอกจากนี้แล้วประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากสิงคโปร์แล้ว โฮจิมินห์ซิตี (อันดับ 98) ได้ก้าวเข้าสู่ Top 100 เป็นครั้งแรก ขณะที่กรุงเทพฯ (อันดับ 76) ขยับขึ้น 5 อันดับ สะท้อนถึงโมเมนตัมที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคนี้ และเมืองที่น่าจับตามองริยาด (Riyadh) เป็นเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่ม Top 100 ของโลก โดยขยับขึ้นมาถึง 30 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 42 ด้วยอัตราการเติบโต 117.6% 

 
เจาะลึก: สถานการณ์นวัตกรรมในประเทศไทยก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลก

ผลการจัดอันดับในปี 2026 ถือเป็นปีแห่งความสำเร็จครั้งสำคัญของประเทศไทยในเวทีนวัตกรรมโลก โดยประเทศไทยสามารถขยับขึ้นมาได้ถึง 4 อันดับ มาอยู่ที่อันดับที่ 49 ของโลก การกลับเข้าสู่กลุ่ม 50 ประเทศชั้นนำถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพของมาตรการสนับสนุนสตาร์ตอัปที่รัฐบาลและภาคเอกชนได้ร่วมกันผลักดันในช่วงที่ผ่านมา

 

ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของคะแนนระบบนิเวศสูงถึง 62.6% ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงเป็นอันดับที่ 2 และเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตสูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แม้ในระดับเอเชียแปซิฟิก ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 11 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 และยังคงอยู่อันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ช่องว่างระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย อันดับที่ 45 (8.3%) และมาเลเซีย อันดับที่ 41 (18.9%) เริ่มหดแคบลงเนื่องจากอัตราการเติบโตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่เวียดนามอยู่อันดับที่ 50 (67.9%) 

 

การขยับขึ้นสู่ Top 50 ของโลกของประเทศไทย ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและสตาร์ตอัปของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศทั่วโลกเผชิญการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและ AI อย่างเข้มข้น นอกจากนี้เมืองกรุงเทพฯ ติด Top 100 เมือง Startup ของโลกได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 76 ของโลก เพิ่มขึ้น 5 อันดับจากปีก่อน และมีอัตราการเติบโต 18.1% ซึ่งระบบนิเวศสตาร์ตอัปของไทยยังคงกระจุกตัวสูง โดยคะแนนรวมของ กรุงเทพฯ สูงกว่าของ ภูเก็ต ประมาณ 20 เท่า ซึ่งเมืองที่มีพัฒนาการโดดเด่น โดยเฉพาะภูเก็ต อันดับ 533 ของโลก เติบโต 85.9% เชียงใหม่ อันดับ 590 ของโลก เติบโต 91.6% และพัทยา ติดอันดับเมือง Startup ของโลกเป็นครั้งแรกอยู่อันดับที่ 794

 

แม้ระบบนิเวศของไทยยังคงมีลักษณะ “กระจุกตัวในกรุงเทพฯ” แต่เมืองรองกลับมีอัตราเติบโตสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงการกระจายตัวของเศรษฐกิจนวัตกรรมและผู้ประกอบการเทคโนโลยีไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมย่อยด้านเทคโนโลยีการแพทย์ (Medtech) โดยอยู่ในอันดับ 8 ของโลก อีกทั้งประเทศไทยอยู่ในอันดับ 20 ของโลก และอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้านกิจกรรมชุมชนสตาร์ตอัป (Startup Community Activity Functional Category) สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของระบบนิเวศที่เข้มแข็ง ผ่านกิจกรรม งานอีเวนต์ และการรวมตัวของชุมชนสตาร์ตอัป

โดยเมืองรองดาวรุ่งของไทยที่กำลังเติบโตและมี 4 รายชื่อเมืองใหม่ติดเข้ามาในการจัดอันดับปีนี้ด้วย 
  •  เชียงใหม่ มีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเป็นศูนย์กลางสำหรับกลุ่ม Digital Nomads และเทคโนโลยีสร้างสรรค์ฃ
  • ภูเก็ต มีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 5 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นฐานนวัตกรรมด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์
  • 4 เมืองใหม่ไทยที่ติดอันดับโลกเป็นครั้งแรกในปีนี้ ได้แก่ พัทยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนครปฐม
 

GSEI 2026

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังอยู่อันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในด้านความแข็งแกร่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศ (Ecosystem Stakeholder Strength Pillar) ซึ่งสูงกว่าอันดับภาพรวมของประเทศในภูมิภาคที่อยู่ในอันดับ 4 โดยมีมูลค่าระบบนิเวศ (Ecosystem Value) อยู่ที่ 1.86 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (US$ 18.6B) และ จำนวนยูนิคอร์น (Unicorns): มีทั้งหมด 4 ราย ได้แก่ LINE MAN Wongnai, Flash Express, และ Ascend Money ซึ่งเป็นตัวอย่างของธุรกิจเทคโนโลยีไทยที่สามารถเติบโตสู่ระดับ Unicorn และแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค 

 

อย่างไรก็ตามกว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยได้สั่งสมประสบการณ์และวางรากฐานระบบนิเวศสตาร์ตอัปอย่างเป็นระบบ ผ่านความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA หน่วยงานภาคีเครือข่าย ภาคการศึกษา และภาคเอกชน โดยสามารถสรุปหมุดหมายสำคัญ (Key Milestones) ที่สะท้อนถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ ดังนี้

  • ปี 2016 (จุดเริ่มต้นการสร้างเครือข่าย): NIA ได้วางเสาเข็มหลักด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์มระดับชาติ "Startup Thailand" เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงผู้เล่นในระบบนิเวศทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าด้วยกัน ส่งผลให้สตาร์ตอัปไทยเริ่มมีตัวตนและได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม
  • ปี 2021 - 2023 (ยุคทองของยูนิคอร์นไทย): ระบบนิเวศเริ่มผลิดอกออกผลอย่างเต็มที่ ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค Unicorn Era อย่างสง่างาม เริ่มจาก Flash Express ที่เติบโตจนกลายเป็นยูนิคอร์นรายแรกของไทย ตามด้วยการขยายตัวครั้งสำคัญของ LINE MAN Wongnai ที่ระดมทุนรอบ Series B ได้สูงถึง 265 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นหมุดหมายที่ตอกย้ำถึงศักยภาพของเทคสตาร์ตอัปไทยในเวทีระดับภูมิภาค
  • ปี 2024 (การเสริมสร้างกลไกทางการเงิน): เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดช่องว่างด้านเงินทุน (Funding Gap) คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เปิดตัวกลไก Matching Fund สนับสนุนเงินร่วมลงทุนในสตาร์ตอัปไทยที่มีศักยภาพสูงในวงเงินประมาณ 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อเป็นแรงส่งสำคัญในการขยายธุรกิจสู่สเกลที่ใหญ่ขึ้น
  • ปี 2025 (การปฏิรูปกฎหมายเพื่อการเติบโต): NIA ได้ผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการเปิดประชาพิจารณ์ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัป (Draft Startup Promotion and Development Act) เพื่อสร้างกรอบกฎหมายเฉพาะที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจนวัตกรรม ทลายอุปสรรคทางกฎระเบียบ (Regulatory Hurdles) และยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ (Business Environment) ให้สอดรับกับพลวัตของโลกอนาคต

Global Startup Ecosystem Index 2026 Development

จากผลการจัดอันดับระบบนิเวศสตาร์ตอัประดับโลกประเทศไทยกำลังอยู่ในทิศทางที่ขับเลื่อนไปสู่การสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ "Turning Point" หรือจุดเปลี่ยนสำคัญที่น่าจับตามองในฐานะฟันเฟืองใหม่ของเศรษฐกิจนวัตกรรมในภูมิภาคสู่การเป็น "Innovation Nation" อย่างยั่งยืน โดยมีความท้าทายในการเร่งผลักดัน พ.ร.บ. ส่งเสริมสตาร์ตอัป ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด พร้อมกับการลงทุนใน การสร้างบุคลากร AI อย่างจริงจัง และการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรขนาดใหญ่ (Corporates) กับสตาร์ตอัปให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจากเพียง "ผู้ใช้เทคโนโลยี" ให้กลายเป็น "ผู้ประยุกต์ใช้เพื่อผลิตภาพสูง" ของภูมิภาค