homekeyboard_arrow_right20 ปี 'เอสโตเนีย' ทำอย่างไร ให้เป็น ‘ประเทศพัฒนา’

20 ปี 'เอสโตเนีย' ทำอย่างไร ให้เป็น ‘ประเทศพัฒนา’    


จากที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบคอมมิวนิสต์ และแทบจะไม่มีใครบอกได้ว่าประเทศ “เอสโตเนีย” อยู่ที่ไหนบนแผนที่โลก… 20 ปีผ่านไป ประเทศไซส์มินิที่มีขนาดเล็กกว่าเราถึง 10 เท่านี้ กลับผงาดขึ้นเป็น ‘ประเทศพัฒนา’ และได้ชื่อว่าประเทศที่มีสังคมดิจิทัลล้ำสมัยที่สุดในโลก


นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก หลัง “เอสโตเนีย” แยกตัวเป็นอิสระจากสหภาพโซเวียตในปี 1991 ประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน รายได้เฉลี่ยไม่ถึง 7,000 บาท/เดือน เด็กส่วนใหญ่ขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษา หลายบ้านไม่มีโทรศัพท์ใช้ติดต่อหากัน เรียกว่าแทบไม่มีต้นทุนหรือความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกอย่างสิ้นเชิง


จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญมาถึงเมื่อ Matt Laar คนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าในวัย 32 ที่ชนะการเลือกตั้งและก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีคนแรกของเอสโตเนีย พร้อมคณะรัฐมนตรีที่เด็กที่สุดในประวัติศาสตร์ (อายุเฉลี่ยเพียง 35 ปี) เข้ามาวางแนวทางปฏิรูประบบประเทศอย่างรวดเร็ว โดยเน้นการวางรากฐานให้กับระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการขับเคลื่อนส่วนงานต่างๆ ของประเทศ


เริ่มจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เห็นว่าจำเป็นที่สุด นั่นคือ ‘อินเตอร์เน็ตใยแก้วนำแสงแบบไร้สาย’ (Fiber Optic) ที่รวดเร็วยิ่งกว่า ‘อินเตอร์เน็ตระบบโทรศัพท์บ้าน’ ซึ่งกำลังนิยมในเวลานั้น โดยเริ่มจากพื้นที่เมืองหลวง สถานที่ราชการ โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ก่อนจะขยับขยายออกไปทั่วประเทศภายในปี 2000 ไม่ว่าจะเดินทางไปในเขตชนบท นั่งคาเฟ่ร้านอาหาร รอรถที่สถานีขนส่ง หรือแม้แต่ไปอาบแดดริมชายหาด ก็สามารถใช้งานได้แบบไม่มีสะดุด


ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือ ‘การพัฒนาเด็กและเยาวชน’ ผ่านการศึกษาที่เท่าเทียม โดยกำหนดให้ทุกสถานศึกษาต้องมีคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียน และเชื่อมฐานข้อมูลความรู้ สื่อการเรียนการสอนต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้คุณครูในโรงเรียนห่างไกลสามารถนำไปสอนเด็กๆ ได้ไม่ต่างจากโรงเรียนในเมือง ทั้งยังมีการปูความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการเขียนโค้ดดิ้ง ให้กับเด็กตั้งแต่ระดับประถมขึ้นไป ก่อนที่ต่อมาจะมีการพัฒนาระบบ e-Learning เป็นประเทศแรกๆ รวมถึงสนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับทุกคนจนจบมหาวิทยาลัยอีกด้วย


ขณะเดียวกัน รัฐบาลคนรุ่นใหม่ยังล้างระบบเอกสารภาครัฐ เปลี่ยนมาอยู่บนระบบออนไลน์แทบทั้งหมด และทางประชาชนเองก็ให้ความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งการประหยัดเวลาในเรื่องหยุมหยิมเช่นนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีเวลาไปคิดและพัฒนาเรื่องอื่นๆ ได้เพิ่มอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น การพัฒนาฐานข้อมูลบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ (e-ID Card) ที่แรกในโลก และนำ Blockchain มาใช้เพื่อรักษาความปลอดภัย และเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูลบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่องานราชการ จ่ายภาษี เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เช็กตารางเวลารถสาธารณะ โอนเงินซื้อบ้านซื้อรถ แจ้งจัดตั้งบริษัท หรือแม้กระทั่งเรื่องยากๆ อย่างการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง


นอกจากนี้ เอสโตเนียยังวางนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เช่น สิทธิประโยชน์ด้านภาษีนิติบุคคล ที่จะคิดภาษีก็ต่อเมื่อมีเงินปันผล (Dividend Tax) เท่านั้น ไม่คิดภาษีจากกำไร (Profit Tax) อย่างในประเทศไทย และระบบ e-Residency ที่เปิดให้ทุกคนทั่วโลกสามารถ “เปิดบริษัทและทำธุรกิจเสมือนอยู่ในเอสโตเนีย” แม้จะอยู่นอกประเทศ ซึ่งให้สิทธิ์ในการเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์ เซ็นเอกสารผ่านระบบดิจิทัล และยื่นภาษีนิติบุคคลออนไลน์ (ไม่ถือสัญชาติและไม่สามารถใช้เข้าออกยุโรปแทนวีซ่าได้) เพื่อจูงใจให้คนในประเทศลุกขึ้นมาประกอบธุรกิจของตัวเอง รวมถึงดึงดูดต่างชาติให้เข้ามาลงทุน


ปัจจัยหลายๆ อย่างที่ถูกพูดถึง เป็นส่วนผสมที่รัฐบาลเอสโตเนียใช้สร้างจุดเด่นในการแข่งขันที่ชัดเจน โดยเฉพาะการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี โดยประชากรกว่า 30% ของประเทศ อยู่ในสายงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และเป็นต้นกำเนิดบริษัทและสตาร์ทอัพมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Skype โปรแกรมติดต่อสื่อสารผ่านวิดีโอคอลชั้นนำของโลก (ก่อนจะขายให้กับ eBay และ Microsoft) Bolt แอปฯ เรียกรถคล้าย Uber ที่กำลังมาแรงในยุโรป หรือ TransferWise สตาร์ทอัพยูนิคอร์นที่ให้บริการโอนเงินข้ามประเทศแบบไม่ผ่านระบบธนาคารกลาง


ไม่เพียงแค่ฉายา ‘ประเทศที่มีสังคมดิจิทัลล้ำสมัยที่สุด’ ที่ได้รับไป แต่ความพยายามอย่างหนักกว่า 20 ปีที่ผ่านมานี้ ส่งผลให้ประชากรเอสโตเนียมีรายได้เฉลี่ยสูงถึง 53,000 บาท/เดือน ทุกคนเข้าถึงสิทธิทางการศึกษา การแพทย์ และโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างเท่าเทียม แถมยังติดอันดับประเทศที่มีความปลอดภัยและเสรีภาพบนโลกออนไลน์อันดับต้นๆ และกลายเป็นโรลโมเดลให้หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเรา ใช้เป็นแนวทางในการวางรากฐานประเทศที่ยั่งยืนไปตามๆ กัน