Ribbon
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
Search
color contrast
Normal
Black & White
Black & Yellow
font size

ถอดรหัสชีวิตยืนยาวแบบ Blue Zones บทเรียนจากพื้นที่อายุยืนสู่สังคมไทยยุคใหม่

1 มีนาคม 2569 1,239

ถอดรหัสชีวิตยืนยาวแบบ Blue Zones บทเรียนจากพื้นที่อายุยืนสู่สังคมไทยยุคใหม่

“การรักสุขภาพ” กลายเป็นเทรนด์สำคัญที่มาแรงที่สุดในหมู่คนรุ่นใหม่ เพราะผู้คนเริ่มตระหนักแล้วว่า สุขภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงแค่ร่างกายแข็งแรงหรือรูปร่างดีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีจิตใจที่แจ่มใส สมดุลทางอารมณ์ และความสามารถในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข

วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับพื้นที่บนโลกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นดินแดนที่มีผู้คนอายุยืนยาวและมีสุขภาวะดีที่สุดในโลก หรือที่เรียกว่า “Blue Zones” ดินแดนแห่งความยืนยาวที่สะท้อนให้เห็นว่า วิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และแนวคิดในการดำเนินชีวิต ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพและอายุที่ยืนยาวอย่างแท้จริง

Dan Buettner แนะนำคำว่า “Blue Zones” เป็นครั้งแรกผ่านบทความในนิตยสาร National Geographic เมื่อปี 2005 ว่า “Blue Zones” คือดินแดนที่มีคนที่อายุยืนอาศัยอยู่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และที่สำคัญต้องเป็นผู้เฒ่าที่มีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรงทั้งกายและใจ [B2] และ 5 พื้นที่ในโลกที่เรียกว่าเป็นพื้นที่ Blue Zones ได้แก่ 1.) โลมาลินดา แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา 2.) นิโคยา ประเทศคอสตาริกา 3.) ซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี 4.) อิคาเรีย ประเทศกรีซ และ 5.) โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น

5 พื้นที่แห่งความยืนยาวของโลกไม่ได้มีดีแค่ตัวเลขอายุเฉลี่ยของผู้อยู่อาศัยที่สูงกว่าใคร แต่ยังมีปัจจัยที่ทำให้ผู้คนในพื้นที่เหล่านี้มีอายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งถูกเรียกรวมกันว่า “Power 9”  พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำซ้ำทุกวัน จนกลายเป็นพลังของการมีชีวิตที่ยืนยาว

1. เคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติในทุกวัน
ผู้คนที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกไม่ได้สร้างกล้ามในยิมหรือวิ่งมาราธอน แต่พวกเขาใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ “บังคับให้ขยับ” โดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการทำสวน ปลูกผัก เดินขึ้นเนิน หรือทำงานบ้าน การเคลื่อนไหวจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ภารกิจที่ต้องฝืนทำ

2. มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน
ชาวโอกินาวาเรียกสิ่งนี้ว่า “อิคิไก (Ikigai)” ส่วนชาวนิโคยาเรียกว่า “plan de vida” หรือ “เหตุผลที่ฉันตื่นขึ้นมาในตอนเช้า” การรู้ว่าชีวิตมีคุณค่าและมีความหมาย สามารถเพิ่มอายุคาดเฉลี่ย (Life Expectancy) ได้ถึง 7 ปี เพราะหัวใจที่มีเป้าหมาย คือหัวใจที่ยังอยากใช้ชีวิตต่อไป

 3. มีวิธีปลดปล่อยความเครียด
แม้ทุกพื้นที่จะมีความเครียด แต่สิ่งที่ต่างคือวิธีจัดการ ชาวโอกินาวารำลึกถึงบรรพบุรุษ ชาวแอดเวนติสต์สวดมนต์ ชาวอิคาเรียงีบหลับช่วงบ่าย และชาวซาร์ดิเนียสังสรรค์กับเพื่อนยามเย็น

4. กินแค่พอดี ไม่มากเกินไป
หลัก “ฮาระ ฮาจิ บุ” ให้หยุดกินเมื่ออิ่มประมาณ 80% ช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่าง “พอแล้ว” กับ “อิ่มเกิน” อาจเป็นตัวแปรสำคัญของสุขภาพในระยะยาว

5. เน้นอาหารจากผัก ผลไม้ เป็นหลัก
อาหารเป็นปัจจัยสำคัญมากที่ทำให้ผู้คนใน Blue Zones มีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาว โดยพวกเขาเน้นรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช เนื้อสัตว์รับประทานเพียงไม่กี่ครั้งต่อเดือน และในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น

6. ดื่มอย่างพอเหมาะ
ผู้คนใน Blue Zones (ยกเว้นกลุ่มแอดเวนติสต์) ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณพอเหมาะ วันละ 1–2 แก้ว พร้อมอาหารหรือเพื่อนฝูง จุดสำคัญไม่ใช่ปริมาณ แต่คือบรรยากาศและความสัมพันธ์ที่มาพร้อมกัน

 7. มีส่วนร่วมกับกิจกรรมด้านความเชื่อและศรัทธา
ผู้มีอายุยืนส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนศาสนาหรือกลุ่มความเชื่อบางรูปแบบ งานวิจัยพบว่าการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาเดือนละ 4 ครั้ง สามารถส่งผลต่ออายุขัยที่ยืนยาวขึ้น

8. ให้ความสำคัญกับครอบครัว
การดูแลพ่อแม่สูงวัย การใช้ชีวิตคู่ที่มั่นคง และการทุ่มเทเวลาให้ลูกหลาน คือรากฐานสำคัญของความอบอุ่นทางใจ ซึ่งสะท้อนกลับมาเป็นสุขภาพกายที่ดี

9. มีสังคมที่เกื้อกูลและสนับสนุนกัน
ผู้คนใน Blue Zones เติบโตหรือเลือกอยู่ในเครือข่ายสังคมที่สนับสนุนพฤติกรรมสุขภาพดี เช่น กลุ่ม “โมไอ (moai)” ของชาวโอกินาวา กลุ่มเพื่อน 5 คนที่ผูกพันกันตลอดชีวิต นอกจากนี้งานวิจัย Framingham ยังชี้ว่าพฤติกรรม เช่น การสูบบุหรี่ โรคอ้วน หรือแม้แต่ความสุข สามารถส่งต่อผ่านเครือข่ายสังคมได้

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การมีอายุยืนยาวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากพฤติกรรม สภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ในบริบทของประเทศไทย อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและมาตรฐานการรักษาที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้รับบริการทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านภูมิประเทศและคุณภาพชีวิตที่เอื้อต่อการพักฟื้นและการอยู่อาศัยระยะยาว รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ที่มีชื่อเสียง ทำให้ประเทศไทยถูกจับตามองในฐานะฐานการลงทุนทางเลือกที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพของภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การต่อยอดศักยภาพดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับความพร้อมด้านเทคโนโลยีการแพทย์ ระบบนวัตกรรมสุขภาพ และการยกระดับสุขภาวะของประชากรภายในประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างทั้ง “ความสามารถในการแข่งขัน” และ “ความมั่นคงทางสุขภาพ” ไปพร้อมกัน

ในมิติของการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมสุขภาพ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ดำเนินการสนับสนุนผ่านกลไก 4G “Groom-Grant-Growth-Global” ในด้าน Health Tech เพื่อเร่งการเติบโตของสตาร์ตอัปเทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพ เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมสุขภาพให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการด้านการแพทย์และสุขภาพ ที่พร้อม “ขยายผลเชิงพาณิชย์” และเชื่อมต่อแหล่งทุนที่เหมาะสม ตอนนี้ถึงเวลาติดสปีดธุรกิจของคุณแล้ว! NIA เปิดรับสมัครโครงการ SPEARH : HealthTech Accelerator โครงการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 8 มีนาคม 2569 สมัครได้ที่: https://forms.gle/FEqxWUT19qGWQoPW6 มาเร่งเครื่องธุรกิจให้พุ่งทะยาน และพา HealthTech ไทยไปไกลกว่าเดิม

อ้างอิงข้อมูลจาก :

#NIA #HealthTech #Startup #Innovation #HealthInnovation #MedicalTechnology #Bluezones #SPEARH #HealthTechAccelerator