Ribbon
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
Search
color contrast
Normal
Black & White
Black & Yellow
font size

NIA เดินหน้าผลักดัน Global Startup Hub 2026 ดันสตาร์ตอัปไทยบุกอาเซียน เป้าหมาย AI IoT เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า Mobility พลังงานเทคโนโลยีเพื่อสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็น New Engine of Growth ของประเทศไทย

News 4 มีนาคม 2569 1,569

NIA เดินหน้าผลักดัน Global Startup Hub 2026 ดันสตาร์ตอัปไทยบุกอาเซียน เป้าหมาย AI IoT เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า Mobility พลังงานเทคโนโลยีเพื่อสภาพภูมิอากาศ เพื่อเป็น New Engine of Growth ของประเทศไทย

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม แถลงเปิดตัวโครงการ “Global Startup Hub 2026” เพื่อเร่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของสตาร์ตอัปไทยและต่างชาติ และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค โดย NIA มุ่งเชื่อมเครือข่ายภาครัฐ เอกชน นักลงทุน และพันธมิตรต่างประเทศ พร้อมพาสตาร์ตอัป “ลงสนามจริง” ในตลาดอาเซียน ผ่านกิจกรรมเข้มข้นตั้งแต่วางเป้าหมายที่วัดผลได้ เสริมความพร้อมด้านธุรกิจและการลงทุน ไปจนถึงจับคู่ธุรกิจและทดสอบตลาดกับองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ที่เป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ณ โรงแรม อีสติน แกรนด์ พญาไท
 
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า “โครงการ Global Startup Hub 2026 ถูกออกแบบภายใต้กลไก 4G (Groom–Grant–Growth–Global) เพื่อเร่งการเติบโตสตาร์ตอัปไทยที่วัดผลได้และขยายตลาดได้จริงในภูมิภาคอาเซียน พร้อมเชื่อมต่อแหล่งทุน นักลงทุน และพันธมิตร เพื่อเพิ่มโอกาสในการยกระดับธุรกิจสู่เวทีสากลอย่างเป็นรูปธรรม โครงการในปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการทำงานแบบ ‘เชื่อมตลาด–เชื่อมเงินทุน–เชื่อมพันธมิตร’ ทำให้สตาร์ตอัปเกิดผลลัพธ์ที่วัดได้ โดยโครงการ Global Startup Hub2025 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 680 ราย เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 300 ครั้ง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 94.5 ล้านบาท พร้อมยกระดับและส่งเสริมผู้ประกอบการในพื้นที่ 277 ราย และมีสตาร์ตอัป 20 รายที่สามารถสร้างรายได้หรือได้รับการลงทุน ซึ่งเป็นแรงส่งสำคัญให้ NIA เดินหน้าขยายผลโครงการในปี 2026 ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการผลักดันสตาร์ตอัปสู่โอกาสในตลาดอาเซียน และทำให้เกิดการต่อยอดเชิงพาณิชย์ที่จับต้องได้จริง
 
ปีนี้โครงการมุ่งคัดเลือกสตาร์ตอัปที่มีความพร้อมและศักยภาพรวม 30 ราย โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ Artificial Intelligence (AI), Internet of Things (IoT), Semiconductor, EV & Mobility Technology, Energy Tech และ Climate Tech & Sustainability ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กำลังเป็นเมกะเทรนด์ของการแข่งขันระดับภูมิภาค และเป็นกลุ่มที่จะสร้างความได้เปรียบเชิงอุตสาหกรรมให้ประเทศไทยในระยะถัดไป สตาร์ตอัปที่ผ่านการคัดเลือกจะเข้าร่วมโปรแกรมในระหว่างวันที่ 4 เมษายน – 31 สิงหาคม 2569 เพื่อเร่งความพร้อมด้านตลาดและการลงทุน การเข้าถึงแหล่งทุนสนับสนุน ความเข้าใจด้านกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
 
ไฮไลต์ของโครงการปีนี้อยู่ที่แนวคิด Thailand : Gateway to ASEAN ซึ่งออกแบบเป็นเส้นทางเร่งสปีดสู่ผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ เริ่มจากเวิร์กช็อปการตั้งเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จขององค์กร (Objectives and Key Results: OKR Workshop) และการปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัว (One-on-One Consultation) รวม 60 ชั่วโมง เพื่อวางเป้าหมายและตัวชี้วัดการเติบโตอย่างเป็นระบบ ต่อด้วย One-on-One Mentorship เชิงลึกรวม 300 ชั่วโมงจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ราย เพื่ออุดช่องว่างเชิงกลยุทธ์และเร่งการตัดสินใจทางธุรกิจ ก่อนเข้าสู่ Business Matching 60 ครั้ง และการผลักดันให้เกิด การทดสอบใช้งานจริง/ทดลองใช้โซลูชันร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ (Proof of Concept: PoC) เพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์ในสถานการณ์จริง เพิ่มความน่าเชื่อถือ และเพิ่มโอกาสต่อยอดเป็นดีลทางธุรกิจ พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายภาครัฐและเอกชนผ่าน Ecosystem Tour และปิดท้ายด้วย Demo Day การนำเสนอผลงานต่อภาคเอกชนและนักลงทุนชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน เพื่อขยายโอกาสการลงทุน ความร่วมมือ และการเติบโตในตลาดต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ โครงการยังจัดกิจกรรมสัมมนาส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจเริ่มต้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเชียงใหม่ รวม 4 ครั้ง เพื่อผลักดันให้สตาร์ตอัปไทยก้าวสู่การเป็น Global Startupsครอบคลุมหัวข้อ AI และ IoT, Semiconductor–EV–Mobility และ Energy–Sustainability–Climate Tech พร้อมยกระดับระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นไทยผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อสร้าง “ทางลัด” ในการขยายฐานธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล
 
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเสวนา หัวข้อ “การเติบโตของสูตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดอาเซียน” โดย น.ส.มณฑา ไก่หรัญ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น NIA น.ส.พรทิพย์ กองชุน Co-Founder, Jitta และนายรัชวุฒิ พิชยาพันธ์ CEO & Founder, Fixzy โดยมี นายปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม NIA และหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมงานเป็นจำนวนมาก
 
สำหรับสตาร์ตอัปไทยและต่างชาติที่จดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว มีผลิตภัณฑ์หรือบริการ พร้อมใช้งานพร้อมขายจริง มีแผนธุรกิจที่พร้อมเติบโตทั้งในและต่างประเทศ และมีความพร้อมที่จะขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างจริงจัง สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ Global Startup Hub 2026 ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 มีนาคม 2569 โอกาสครั้งนี้จะพาสตาร์ตอัปไปเจอตลาดจริง พาร์ทเนอร์จริง และดีลจริง เพื่อเร่งการเติบโตให้เร็วขึ้น ชัดขึ้น และแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ https://startupthailand.nia.or.th/.../startup-thailand...